|
 |
|
การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยม กรณีของประเทศไทย
ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 Kuhn ได้ให้ความหมายของกระบวนทัศน์ ว่าหมายถึง ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นสากล กระทั่งเป็นตัวแบบ (แนวคิด ค่านิยม ความเชื่อ) ในการมองปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาของชุมชน ซึ่งตามบริบทของหนังสือของเขา จะหมายถึงชุมชนนักวิทยาศาสตร์ และเรียกความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวว่า Normal science คือเป็นกระแสหลักหรือเป็นสามัญซึ่งมีอิทธิพลเหนือความคิดความเชื่อ ค่านิยมและการปฏิบัติของกลุ่มคนส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) เมื่อความรู้เดิมดังกล่าวไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ใหม่ๆ ได้ หรือมีการค้นพบใหม่เกิดขึ้น การปฏิวัติดังกล่าวทำให้เกิดการเปลี่ยนย้าย (Paradigm Shift) ไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ (New paradigm) ซึ่งคนทั่วไปในชุมชนนั้นเห็นพ้องให้เป็นแนวทางการปฏิบัติใหม่
กระบวนทัศน์ในประเทศไทย
ในประเทศไทย เมื่อมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนทัศน์มากขึ้น ได้มีการกำหนดคำนิยามกันขึ้น อย่างเช่นคำนิยามของคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม(กรอ.สังคม) มีความหมายใกล้เคียงกับของ Kuhn และ Kapra คือ "ทรรศนะพื้นฐานอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่าง อันกำหนดแบบแผนการคิดและการปฏิบัติในประชาคมหนึ่งๆ เมื่อทรรศนะพื้นฐานดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้แบบแผนการคิดและการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยทั้งกระบวน ซึ่งเรียกว่าเป็นการ "ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์" (Paradigm Shift)
การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในหน่วยงานราชการไทย
ในการปรับเปลี่ยนระบบบริหารภาครัฐของไทยเพื่อรองรับกระแสโลกาภิวัตน์ ในช่วงของรัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มปรากฏเป็นรูปธรรมเมื่อได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2545 ซึ่งทำให้มีการปรับโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการใหม่จาก 14 กระทรวง 1 ทบวง มาเป็น 20 กระทรวง และได้มีการกำหนดให้มี คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) โดยให้มีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนการปฏิรูประบบราชการ โดยการปฏิรูประบบราชการในยุคนี้จึงเรียกว่า การพัฒนาระบบราชการ และได้กำหนดยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยม ไว้ในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2546 พ.ศ. 2550) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาระบบราชการไทย
องค์การแห่งการเรียนรู้ (LEARNING ORGANIZATION)
หมายถึง องค์การที่มีการดำเนินการให้บุคคล ทีม หรือกลุ่ม ในองค์การได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถในการเรียนรู้ในการปรับเปลี่ยนตนเอง ทั้งนี้ เพื่อนำองค์การไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ การเรียนรู้ต้องเป็นไปอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นไปอย่างพร้อมเพรียงทั่วทั้งองค์การ
ลักษณะองค์การแห่งการเรียนรู้
1.1 โครงสร้างหน่วยงานที่ไม่มีสายการบังคับบัญชามากยืดหยุ่น จัดทีมได้งานและใช้ Competencies แทน Job Description
1.2 มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ เจ้าหน้าที่ใฝ่รู้ ศึกษา และเผยแพร่
1.3 เพิ่มอำนาจการปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่ สามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาและเรียนรู้ไปด้วย
1.4 ทันกับการเปลี่ยนแปลง
1.5 ทุกคนมีส่วนสร้างและถ่ายโอนความรู้ มีระบบการเรียนรู้ร่วมกันและใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้
1.6 ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้
1.7 มุ่งเน้นคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตามความพึงพอใจของลูกค้า
1.8 มีบรรยากาศที่เกื้อหนุน เช่น บรรยากาศประชาธิปไตย บรรยากาศของการมีส่วนร่วม
1.9 มีการทำงานเป็นทีม ใช้คณะทำงานจากหลายส่วน
1.10 มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน
1.11 ผู้บริหารเป็นพี่เลี้ยงที่ปรึกษา ผู้ชี้แนะ ผู้เกื้อหนุนการเรียนรู้
1.12 มีมุมมองในภาพรวมและเป็นระบบ
1.13 ให้มีการเรียนรู้จากประสบการณ์
การสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ (Building a Learning Organization) ในปี ค.ศ. 1990 Dr. Peter Senge ได้เสนอวินัยทั้ง 5 ประการที่จะเป็นองค์ประกอบหลัก ดังนี้
1. การใฝ่เรียน ใฝ่รู้ของบุคคล (Personal Mastery)
2. การพัฒนากรอบความคิด (Mental Model)
3. การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ( Shared Vision)
4. การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (Team Learning)
5. การคิดอย่างเป็นระบบ (Systems Thinks)
วัฒนธรรมการเรียนรู้ที่พึงประสงค์
ในการสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ที่ดีขึ้น ผู้บริหาร ผู้นำ และพนักงานทุกคนทุกระดับขององค์การพึงยึดถือวัฒนธรรมการเรียนรู้หรือหากจะพูดให้แคบลง คือ ค่านิยมการเรียนรู้ร่วมกันในสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้
1. วัฒนธรรมของการกล้าคิด กล้าเสี่ยง กล้าริเริ่ม กล้าทดลอง
2. วัฒนธรรมของการเล่าสู่และแบ่งปันกัน
3. วัฒนธรรมของการทำงานเป็นทีม
4. วัฒนธรรมที่เป็นมิตรกับความรู้
5. วัฒนธรรมที่ดีในการบริหารทีมคนเก่งผู้เป็น แรงงานความรู้
6. การสร้าง ชุมชนของการปฏิบัติ
นวัตกรรม (Innovation)
โจเซฟ ชุมปีเตอร์, 1939 ให้คำจำกัดความนวัตกรรมว่า หมายถึง องค์ประกอบใหม่ (New combinations) ซึ่งหมายถึง องค์ประกอบห้าประการ ดังต่อไปนี้ ได้แก่
(1) ผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือคุณสมบัติใหม่ของผลิตภัณฑ์เดิมก็ได้
(2) กระบวนการผลิตใหม่ที่เสนอเข้าสู่อุตสาหกรรม
(3) การเปิดตลาดใหม่
(4) การเปลี่ยนแปลงองค์การใหม่
(5) การพัฒนาแหล่งวัตถุดิบ หรือปัจจัยนำเข้า (Inputs) ใหม่
นวัตกรรมสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ ประการที่หนึ่ง นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) คือการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นในเชิงพาณิชย์ที่ได้ให้ดีขึ้นหรือเป็นสิ่งใหม่ในตลาด ประการที่สอง นวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation) เป็นการเปลี่ยนแนวทาง หรือ วิธีการผลิตสินค้า หรือบริการ ให้การให้บริการในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม
การพัฒนาสู่นวัตกรรม
วิกฤตการณ์ที่ประเทศไทยประสบเกิดจากการขาดความรู้ด้านเทคโนโลยี ซึ่งถ้าหากต้องการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมต่อไปอย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง จำเป็นต้องเร่งผลักดันความสามารถด้านนวัตกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการผลิต เรียนรู้และใช้ประโยชน์แบบใหม่ให้เกิดผลทางพาณิชย์บทบาทของรัฐโดยรวมที่จะเข้ามาสนับสนุนนวัตกรรมอาจแบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ ด้านภาษีอากร การสนับสนุนด้านการเงิน และการส่งเสริมทางเทคนิคและจัดการ
|
|