|
 |
|
แนวคิดการปฏิรูประบบราชการ
แนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่
แนวคิดการบริหารการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) เริ่มเป็นที่
แพร่หลายเมื่อ ออสบอร์นและแกเบลอร์ (Osborne and Gaebler, 1992) นำเสนอแนวคิดเรื่อง
การปฏิรูปการบริหารรัฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่เป็นส่วน
สำคัญที่ก่อให้เกิด วาระการปฏิรูประบบราชการ (Reform agenda) เพื่อตอบสนองต่อความ
ล้มเหลวของระบบราชการที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่ตอบสนอง
ต่อความต้องการของประชาชน โดยส่งเสริมให้ผู้บริหารระบบราชการรับผิดชอบต่อผลงานที่
สามารถวัดผลได้ การเน้นให้หน่วยงานราชการให้บริการสาธารณะโดยมุ่งความพึงพอใจของ
ลูกค้า การเพิ่มอำนาจให้แก่ผู้บริหารให้สามารถตัดสินใจด้วยตนเอง หากจำเป็นก็สามารถจ้าง
เหมาหน่วยงานภายนอก (Contracting out) เพื่อส่งมอบบริการแก่สาธารณะ
การปฏิรูประบบราชการมุ่งเปลี่ยนภาครัฐจากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยกฎหมายเป็นภาครัฐที่
ขับเคลื่อนด้วยพันธกิจ โดยที่บุคลากรมีอิสระมากขึ้นที่จะคิดหาแนวทางที่จะทำให้องค์กรสามารถ
บรรลุพันธกิจได้ ดังนั้นการปฏิรูประบบราชการจึงต้องการให้มีการสร้างพันธกิจที่ชัดเจน มีการ
ทำงานที่รวดเร็วขึ้นและบุคลากรมีหลักที่จะมุ่งมั่นไปในทิศทางเดียวกัน การปฏิรูประบบราชการ
ตามแนวทางของออสบอร์นและแกเบลอร์ จึงออกแบบหน่วยงานภาครัฐให้เป็นองค์กรแบบ
ผู้ประกอบการ (Entrepreneurial forms) มากขึ้น เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้บริหารภาครัฐสามารถ
จัดการกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ออสบอร์นและแกเบลอร์นำเสนอหลัก 10 ประการ เพื่อสร้างองค์กรภาครัฐแบบ
ผู้ประกอบการ ดังนี้
1. ภาครัฐที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalytic Government)
2. ภาครัฐที่ชุมชนเป็นเจ้าของ (Community-Owned Government)
3. ภาครัฐที่เน้นการแข่งขัน (Competitive Government)
4. ภาครัฐที่มีพันธกิจเป็นตัวขับเคลื่อน (Mission-Driven Government)
5. ภาครัฐที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ (Result-Oriented Government)
6. ภาครัฐที่มุ่งเน้นลูกค้า (Customer-Driven Government)
7. ภาครัฐที่บริหารกิจการมากกว่าราชการ (Enterprising Government)
8. ภาครัฐที่เน้นการป้องกันล่วงหน้า (Anticipatory Government)
9. ภาครัฐที่มีการกระจายอำนาจ (Decentralizing Government)
10. ภาครัฐที่มุ่งตอบสนองตลาด (Market-Oriented Government)
บ่อยครั้งที่แนวคิดเรื่องการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับการบริหาร
จัดการภาคเอกชนจนทำให้เข้าใจว่าการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่มุ่งเน้นเรื่องประสิทธิภาพใน
การทำงาน, ความคุ้มค่าในการดำเนินงาน, สามารถตรวจสอบได้ และความพึงพอใจของลูกค้า
แต่นักคิดเชิงปฏิรูปจำนวนหนึ่ง พยายามชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูประบบราชการไม่ใช่เป็นเรื่องของการ
ปรับระบบเพื่อประสิทธิภาพของกิจการการทำงาน แต่ควรปรับเรื่องความสามารถของระบบที่จะ
ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ต่อสาธารณะมากกว่า เพราะปรัชญาของภาคเอกชนเน้นค่านิยม
ส่วนตัว แต่ภาครัฐเน้นค่านิยมสาธารณะ
การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่กับการปฏิรูประบบราชการ
การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ถูกนำไปประยุกต์ใช้เป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติสำหรับ
ปฏิรูประบบราชการในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมีหลักการพื้นฐานคือขับเคลื่อนโดยพันธกิจ, การ
กระจายอำนาจ, การทำงานแบบเครือข่าย, การบริหารจัดการที่โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้, การ
มุ่งผลลัพธ์ในงาน, มีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพและมีสิ่งตอบแทนที่เชื่อมโยงกับผลงานเป็น
ต้น โดยมีประเทศนิวซีแลนด์เป็นกรณีศึกษาที่มักถูกอ้างถึงในเรื่องการนำจัดการภาครัฐแนวใหม่
มาใช้ปฏิรูประบบราชการอย่างได้ผลใน ค.ศ. 1985 นอกจากนี้การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ยัง
เป็นกรอบแนวความดีในแวดวงนโยบายสาธารณะและการบริหารจัดการภาครัฐที่ดี โดยเฉพาะการ
ใช้เป็นกรอบหรือวาระในการพัฒนาประเทศ เพื่อประกอบการพิจารณาการดำเนินการสำหรับ
องค์กรระหว่างประเทศ เช่นธนาคารโลก องค์กรสหประชาชาติ เป็นต้น
การปฏิรูประบบราชการของประเทศต่างๆ ไม่ได้มีเอกภาพแบบเดียวกันกับแนวคิดการ
บริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ พอลลิตและบูแก็ต (Pollitt and Bouckaert, 2002) เสนอว่าการ
ปฏิรูประบบราชการของประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้ว (OECD countries) มี 4 แนวคิดพื้นฐานคือ
1) แนวทางที่จะทำให้เกิดการควบคุมที่หนักแน่นมากขึ้น เช่นตัดลดงบประมาณ งดรับ
บุคลากร ลดอัตราของเสียเป็นต้น
2) การพยายามสร้างความทันสมัย โดยนำการบริหารจัดการของภาคเอกชนมา
ประยุกต์ใช้และการออกแบบองค์กรให้มีความยืดหยุ่น เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง
3) การนำกลไกตลาดมาใช้เพื่อให้เกิดการแข่งขันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
4) ยุทธศาสตร์การลดบทบาทของภาครัฐ โดยการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน การใช้
วิธีการทำสัญญาจ้างพิเศษหน่วยงานหรือบุคลากรจากภายนอก (Contracting out) มาทำแทน
ภาครัฐ
การปฏิรูประบบราชการในประเทศต่างๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวข้องอันได้แก่ บริบททาง
เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมทางสังคมการเมืองในแต่ละประเทศ
แนวคิดองค์กรที่มีสมรรถนะและผลการปฏิบัติงานในระดับสูง
ระบบการทำงานที่มีสมรรถนะและผลการปฏิบัติงานในระดับสูง เป็นผลมาจากแนวคิด
การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่เน้นผลลัพธ์ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลควบคู่กับแนวคิดลด
ความสิ้นเปลืองในการใช้ทรัพยากร โดยมีเป้าหมายเพื่อการอยู่ดีมีสุขของประชาชน ทั้งนี้เป็น
เพราะความกดดันทั้งจากภายใน และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและเทคโนโลยี
ภายนอกที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานภาครัฐและองค์กรท้องถิ่น
วัฒนธรรมแห่งความเป็นเลิศ : เมื่ออังกฤษจินตนาการถึงระบบราชการในอนาคต
Sir Gus ODonnell เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (Cabinet Secretary) และ Head of Civil
Service ของประเทศอังกฤษ แสดงวิสัยทัศน์บทบาทของข้าราชการในศตวรรษที่ 21 ในการ
ประชุมสัมมนาการปฏิรูประบบราชการเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้าง
วัฒนธรรมแห่งความเป็นเลิศ โดยมุ่งเน้นที่ระดับความสามารถที่เป็นเลิศของข้าราชการได้แก่
- ข้าราชการที่คณะรัฐมนตรีผู้บริหารประเทศให้คุณค่าความสำคัญ และยังเป็นที่
ยอมรับนับถือจากหน่วยงานอื่นๆ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศว่าเป็นแหล่งของผู้เชี่ยวชาญ
ชำนาญการชั้นยอด ที่สามารถให้คำปรึกษาทางนโยบายได้อย่างเที่ยงตรงเป็นกลาง
- ข้าราชการที่มีความสามารถในการส่งมอบงานในระดับโลก (Delivering World
Class) มีจิตบริการที่มุ่งลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-Focused) มีการทำงานที่เน้นการทำงาน
ร่วมมือกับภาคีต่างๆ (Partnership)
- ข้าราชการผู้มีความหิวกระหายใคร่เรียนรู้ (Hungry to Learn) จากตัวอย่างของการ
เปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนที่ถูกค้นพบ และกระหายใคร่ที่จะประยุกต์สิ่งที่ได้เรียนรู้
ด้วยความมั่นอกมั่นใจและเปี่ยมด้วยทักษะ
- ระบบราชการที่สามารถดึงดูดเอาคนเก่งๆ ที่ดีที่สุด (The Best Talents) จากทุกๆ
ภาคส่วนของสังคม
- ข้าราชการที่ไว้วางใจได้ถึงความซื่อสัตย์ เป็นกลางเที่ยงตรง และปราศจากอคติและ
สามารถทำงานยืนหยัดมั่นคงด้วยหลักการ (Integrity)
- ข้าราชการจะต้องมีความภาคภูมิใจและมุ่งมั่นในการทำงาน ข้าราชการมีพันธสัญญา
ที่จะต้องทำงานให้ก้าวทันไปกับสิ่งที่ประเทศชาติต้องการและคาดหวังในโลกยุคศตวรรษที่ 21 นี้
ด้วยทักษะการทำงานแบบมืออาชีพที่แท้จริง
จากวิสัยทัศน์นี้ทำให้ประเทศอังกฤษจำต้องมีข้าราชการมืออาชีพ ที่มีทักษะชั้นสูง
สามารถทำงานและให้คำปรึกษาแนะนำอย่างเป็นกลาง ถูกต้องตามหลักเทคนิควิชาการ มี
หลักฐานยืนยันชัดเจน โดยปราศจากความเกรงกลัวหรือการต้องการได้รับความนิยมชมชอบใดๆ
|
|