Good Practice Model Blog

โครงการสร้างต้นแบบการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยม

Archive for October, 2007

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2550 ผมได้เข้าร่วมกิจกรรม “การเสริมสร้างความสัมพันธ์ในการทำงาน ครั้งที่ 4″ ซึ่งเป็น 1 ใน 12 กิจกรรม เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยม ของสำนักงานเลขานุการกรม กรมสุขภาพจิต
กิจกรรมนี้ใช้กีฬาเป็นสื่อ สำหรับครั้งที่ 4 นี้เป็นการเล่นบาส
@_@
เมื่อตอนเป็นเด็ก เราเล่นกับเพื่อนๆ เรามีความสุข
เราติดเพื่อน เรามีน้ำใจต่อกัน
เคยไหม…ที่เล่นกีฬากับเพื่อน
กีฬา ทำให้…สนิทกับเพื่อนมากขึ้น
กีฬา ทำให้…เข้าใจเพื่อนมากขึ้น
และกีฬา ได้สอนให้…มีน้ำใจนักกีฬา
น้ำใจนักกีฬา คือ…การรู้แพ้ รู้ชนะ และการให้อภัย
เมือเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราต่างมุ่งทำงาน
งาน งาน งาน จนลืมการเล่นแบบเด็กๆ ลืมการเล่นกีฬา และลืมการมีน้ำใจนักกีฬา
เมื่อไม่มีน้ำใจนักกีฬา
บรรยากาศในที่ทำงานเลย…
@_@
ระหว่างการเล่นบาส บุคลากรของสำนักงานเลขานุการกรม กรมสุขภาพจิตทุกคนได้มีส่วนรวมในกิจกรรมนี้ โดยแบ่งผู้เล่นเป็น 4 สีคือสีแดง สีเขียว สีเหลือ และสีฟ้า แล้วร่วมกันเล่นกีฬาและเชียร์ทีมของตัวเอง
นอกจากบุคลากรของสำนักงานเลขานุการกรม จะได้ใช้กิจกรรมเป็นสื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานต่อไป เครือข่ายกลุ่มใหม่ๆ ได้เกิดขึ้น นั้นคือกองเชียร์ตัวน้อยๆ ลูกหลานของเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการกรม ที่มารวมเชียร์ มาให้กำลังใจพ่อ แม่ของตน พร้อมๆ […]

วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2550 ผมและทีมงานได้เข้าร่วมกิจกรรม การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยมในการทำงานของบุคลากร ศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อปูพื้นฐานให้บุคลากรเกิดความตระหนักถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ฯ โดยใช้เกมส์เป็นสื่อ
อาจารย์อารีย์ จงกุลแก้ว วิทยากรในกิจกรรมดังกล่าว ได้ให้ผู้เข้าร่วมประชุมเล่นเกมส์ขึ้นไปเหยีบบนหนังสือพิมพ์ ซึ่งหลายๆ คนเคยเล่นมาแล้ว รวมถึงผมด้วย
อาจารย์แบ่งผู้เข้าร่วมประชุมเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่เคยเล่นแล้ว และกลุ่มที่ยังไม่เคยเล่น สำหรับผมอยู่ในกลุ่มที่เคยเล่นแล้ว ได้แอบคิดอยู่ในใจ “ชนะอยู่แล้ว”
ให้ทุกคนนำเท้าไปวางบนหนังสือพิมพ์ สิ้นเสียงอาจารย์สั่ง ทั้งสองกลุ่มต่างขึ้นไปเหยียบบนหนังสือพิมพ์ โดยสมาชิกของทั้ง 2 กลุ่มต่างขึ้นไปเหยียบบนหนังสือพิมพ์ได้ทุกคน
จากนั้นอาจารย์ให้พับหนังสือพิมพ์เหลือครึ่งหนึ่ง และสั่งด้วยคำสั่งเดิม ทั้งสองกลุ่มต่างเบียดกันขึ้นไปเหยียบบนหนังสือพิมพ์
อาจารย์ยังคงสั่งคำสั้งเดิมๆ ทั้งให้พับหนังสือพิมพ์เหลือครึ่งหนึ่ง และให้นำเท้าไปวางบนหนังสือพิมพ์
จุดวิกฤตมาถึงเมื่อกระดาษหนังสือพิมพ์ถูกพับเหลือ 1 ใน 4 ส่วน ขณะที่แต่ละกลุ่มมีสมาชิกประมาณ 8 คน
กลุ่มผม ซึ่งเคยเล่นเกมส์นี้มาแล้ว เห็นว่า ซิวๆ เราต่างพยายามเบียดและกอดกันเพื่อให้ทั้งทีมได้ยืนอยู่บนหนังสือพิมพ์
แต่แล้ว……….เมือหันหลังกลับไปมองกลุ่มผู้ที่ไม่เคยเล่น
ผมอายต่อ……..การกระทำของตัวเอง และของเพื่อนๆ ในทีม
เพราะมั่วแต่คิดว่า “เคยเล่นเกมส์นี้มาแล้ว และทุกคนต่างทำแบบนี้”
เพราะติดกับความคิดแบบนี้ จึงนำไปสู่จุดจบ
รู้ไหมครับ…….กลุ่มที่ยังไม่เคยเล่น เขา………..
เขานั่งลง แล้วเหยียดขาไปวางบนหนังสือพิมพ์
เขาสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสบาย และไม่ผิดกติกา
เนื่องจากอาจารย์สั่ง “ให้ทุกคนนำเท้าไปวางบนหนังสือพิมพ์”
@@@@@@
เกิดอะไรขึ้นกับกลุ่มผมครับ?
1. […]

วันที่ 8-9 ตุลาคม ที่ผ่านมา ผมได้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมในโครงการอบรมพัฒนาจิตใจเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ของสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม ณ ศูนย์ฝึกอบรมเยาวชนผาสุขวนิช จังหวัดราชบุรี 
ตอนหนึ่งพระอาจารย์ได้เล่าถึงวิธีการแก้ไขปัญหาของเด็กๆ ว่า
พ่อ แม่ของเด็กได้ซื้อดินสอกดเป็นของขวัญวันเกิดให้แก่ลูก สาวน้อยคนนี้ได้นำดินสอไปให้เพื่อนๆ ดู สุดท้ายดินสอได้หายไป เพื่อนของเด็กหญิงถามว่า จะฟ้องอาจารย์ไหม ให้อาจารย์ค้นกระเป๋าของนักเรียนในห้องทุกคน สาวน้อยเงียบ
เมื่อกลับไปถึงบ้าน พ่อ แม่ถามสาวน้อยทำไม ไม่เอาดินสอแท่งใหม่มาใช้
สาวน้อยตอบ…ดินสอหายไปแล้ว
พ่อกับแม่ถาม แล้วได้บอกอาจารย์ไหม
สาวน้อยตอบ ไม่บอกค่ะ
พ่อกับแม่ถามต่อ แล้วหนู่จะทำยังไง
สาวน้อยตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า เพื่อนขโมยดินสอ เพราะเพื่อนไม่มี ถ้าเพื่อนทุนคนมีดินสอใช้ ก็จะไม่มีขโมย
พ่อกับแม่มองลูกสาวแล้วนิ่งไปชั่วครู่ แต่ก็ตัดสินใจพาลูกสาวไปซื้อดินสอเพื่อไปแจกเพื่อนๆ
รุ่งเช้า สาวน้อยเอาดินสอไปแจกเพื่อนๆ ทุกคนในห้อง
เพื่อนซึ่งขโมยดินสอไปเมื่อวาน ได้รับดินสอแท่งใหม่ เกิดความสำนึกผิด ได้มาขอโทษเด็กหญิงคนนี้พร้อมคืนดินสอให้
เด็กหญิงไม่รับ พร้อมบอกให้เพื่อนนำไปใช้ได้เลย เพราะตนเองมีดินสอแท่งใหม่ใช่แล้ว
ขโมยยิ่งเกิดความสำนึกผิด และกลับตน พร้อมทั้งเป็นเพื่อนที่ดีกับเด็กหญิงคนนี้
 
บทเรียนสำคัญ จากนิทานนี้คือ กระบวนทัศน์ได้กำหนดพฤติกรรม หรือการแสดงออก โลกของเด็กสาว ซึ่งเป็นโลกของความสดใส ร่าเริง จะมีวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยความสดใส ไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่แก้ไขปัญหาด้วยการลงโทษ ทั้งๆ บางครั้งการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ จะมีประสิทธิภาพมากกว่าการแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรง
เมื่อเกิดปัญหา ลองปรับวิธีคิดสักนิดครับ ว่าจะแก้ปัญหาอย่างสันติ หรือใช้กำลัง
หลังจากนั้น จึงค่อยๆ หาแนวทางการแก้ไขปัญหา

สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง/ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
               การเปลี่ยนแปลงของสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาเริ่มมีกระแสการปรับรื้อกระบวนการทำงานในปี พ.ศ. 2538 อันเนื่องมาจากลักษณะของงานที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการให้บริการประชาชน ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานที่ดิน  ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 จึงเริ่มมีการปลูกฝังให้บุคลากรมีจิตสำนึกในการให้บริการประชาชน  เพื่อแก้จุดอ่อนในลักษณะของงานให้บริการของสำนักงานที่ดิน จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนโดยการลดขั้นตอนกระบวนงาน เพราะผู้มาติดต่อขอรับบริการต้องเผชิญกับขั้นตอนกระบวนงานต่างๆ มากมาย    ด้วยเนื้องานของสำนักงานที่ดินต้องใช้เวลาในการดำเนินงาน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีความผูกพันกับข้อกฎหมายสูงมาก  เรื่องการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแต่ละประเภทต้องใช้กฎหมายหลายฉบับ มีการสอบสวน การตรวจสอบที่ชัดเจนและต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบอย่างมาก เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เป็นเจ้าของที่ดิน  ด้วยการดำเนินงานหลายขั้นตอนจึงทำให้การให้บริการประชาชนต้องล่าช้า ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานที่ดิน    ด้วยเหตุนี้ สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาจึงพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการพยายามแก้ไขจุดอ่อนนี้ให้สามารถลดขั้นตอนกระบวนงานลงให้ได้มากที่สุด  เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความพึงพอใจของประชาชนการเปลี่ยนแปลงของสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาเริ่มมีกระแสการปรับรื้อกระบวนการทำงานในปี พ.ศ. 2538 อันเนื่องมาจากลักษณะของงานที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการให้บริการประชาชน ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานที่ดิน  ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 จึงเริ่มมีการปลูกฝังให้บุคลากรมีจิตสำนึกในการให้บริการประชาชน  เพื่อแก้จุดอ่อนในลักษณะของงานให้บริการของสำนักงานที่ดิน จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนโดยการลดขั้นตอนกระบวนงาน เพราะผู้มาติดต่อขอรับบริการต้องเผชิญกับขั้นตอนกระบวนงานต่างๆ มากมาย    ด้วยเนื้องานของสำนักงานที่ดินต้องใช้เวลาในการดำเนินงาน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีความผูกพันกับข้อกฎหมายสูงมาก  เรื่องการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแต่ละประเภทต้องใช้กฎหมายหลายฉบับ มีการสอบสวน การตรวจสอบที่ชัดเจนและต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบอย่างมาก เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เป็นเจ้าของที่ดิน  ด้วยการดำเนินงานหลายขั้นตอนจึงทำให้การให้บริการประชาชนต้องล่าช้า ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานที่ดิน    ด้วยเหตุนี้ สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาจึงพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการพยายามแก้ไขจุดอ่อนนี้ให้สามารถลดขั้นตอนกระบวนงานลงให้ได้มากที่สุด  เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความพึงพอใจของประชาชน 
การเปลี่ยนแปลงของสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาเริ่มมีกระแสการปรับรื้อกระบวนการทำงานในปี พ.ศ. 2538 […]

สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง/ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
 
• ปัจจัยภายใน  ได้แก่  ผู้นำองค์กรเห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงานและสามารถสร้างให้เกิดแนวร่วมในการทำงานจนกระทั่งเกิดความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรทั้งหมดขององค์กร
• ปัจจัยภายนอก ประกอบไปด้วย
- กระแสการทำคุณภาพในองค์กรต่างๆ ในช่วงปีประมาณ 2540  เป็นกระแสการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล หรือ HA (Hospital Accreditation) ที่โรงพยาบาลต่างๆ ในปัจจุบันนี้กำลังตื่นตัวพัฒนาเพื่อให้ได้รับการรับรองของมาตรฐานคุณภาพนี้ 
- ข่าวเรื่องการฟ้องร้องในการให้บริการทางการแพทย์ ส่งผลให้เกิดวิกฤตศรัทธาระหว่างคนไข้กับผู้ประกอบการวิชาชีพด้านสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
- กระแสข่าวการให้โรงพยาบาลออกนอกระบบ การต้องพึ่งพิงตัวเอง
- นโยบายการให้สิทธิประชาชนสามารถเลือกสถานบริการสุขภาพได้อย่างเสรีตามโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ของรัฐบาลขณะนั้นในปี พ.ศ. 2544
- กระแสโลกาภิวัฒน์ทำให้โรงพยาบาลต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่รวดเร็ว  และการที่ประชาชนได้รับรู้ข่าวสารและรับรู้สิทธิของตนมากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมีความคาดหวังและมีความต้องการเพิ่มขึ้นจากรูปแบบการให้บริการแบบเดิมๆ และด้วยการที่โรงพยาบาลมีทรัพยากรอย่างจำกัด
 
แนวคิด วิธีการ และการดำเนินการ
 
            โรงพยาบาลบ้านตากได้นำเอากระบวนการสร้างคุณภาพและการทำกิจกรรม 5 ส. มาเป็นเครื่องมือนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยมในการทำงาน  ทีมงานได้มีการพูดคุย ทบทวน สรุปการเรียนรู้ที่ได้ และรวบรวมความรู้แนวคิดด้านการบริหารคุณภาพ เครื่องมือคุณภาพในระบบต่างๆ พร้อมทั้งการทำการวิเคราะห์องค์กร ทำให้เกิดการคิดค้นตัวแบบบ้านคุณภาพ และตัวแบบกลยุทธ์ 10 ขั้นตอนสู่โรงพยาบาลคุณภาพโดยทำไปปรับไป และพัฒนาคุณภาพไปพร้อมกัน จากนั้นในปี 2545 จึงได้ดำเนินการทำ HA อย่างจริงจัง […]

สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง/ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
                การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของกรมราชทัณฑ์ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เริ่มตั้งแต่สมัยพันโทกมล ประจวบเหมาะ (อธิบดีคนที่ 22 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2535 – 30 กันยายน พ.ศ.2539) โดยการปรับโครงสร้าง การจัดอัตรากำลังใหม่ การเพิ่มสวัสดิการต่างๆ เช่นค่าเสี่ยงภัย เครื่องแบบ การศึกษาดูงาน เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากขณะนั้นกรมราชทัณฑ์มีบุคลากรไม่เพียงพอ และบุคลากรจำนวนมากอยู่ในระดับ 4 แต่ไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้ จึงทำให้บุคลากรเกิดความท้อแท้     การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของกรมราชทัณฑ์ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เริ่มตั้งแต่สมัยพันโทกมล ประจวบเหมาะ (อธิบดีคนที่ 22 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2535 – 30 กันยายน พ.ศ.2539) โดยการปรับโครงสร้าง การจัดอัตรากำลังใหม่ การเพิ่มสวัสดิการต่างๆ เช่นค่าเสี่ยงภัย เครื่องแบบ การศึกษาดูงาน เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากขณะนั้นกรมราชทัณฑ์มีบุคลากรไม่เพียงพอ และบุคลากรจำนวนมากอยู่ในระดับ 4 แต่ไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้ จึงทำให้บุคลากรเกิดความท้อแท้                   ปัจจัยสนับสนุนอีกประการหนึ่งคือในสมัยของพันโทกมล ประจวบเหมาะ […]

สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง/สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
 
ปัจจัยภายใน
 
กรมการพัฒนาชุมชนมีหลักในการทำงานที่ชัดเจนหรือที่เรียกว่า “หลักปรัชญามูลฐาน” ที่พัฒนากรรวมทั้งบุคลากรทุกคนของกรมการพัฒนาชุมชนยึดถือเป็นที่ตั้งประกอบไปด้วย
       1. มนุษย์พึงได้รับการปฏิบัติด้วยความยุติธรรมและมีศักดิ์ศรี ในฐานะเป็นปุถุชน
       2. มนุษย์มีเสรีภาพกำหนดวิถีการดำรงชีวิตของตนในทิศทางที่ต้องการ
       3. มนุษย์สามารถพัฒนาได้ถ้ามีโอกาสและได้เรียนรู้
       4. มนุษย์มีพลังความคิด, ความเป็นผู้นำ ฯลฯ ความสามารถเหล่านี้เป็นสิ่งซ่อนเร้น แต่สามารถนำออกมาใช้ได้ ถ้าได้รับการพัฒนา
       5. การพัฒนาพลังและขีดความสามารถของชุมชน มีความสำคัญยิ่งต่อชีวิตของบุคคล ชุมชนและรัฐ
  หลักปรัชญาดังกล่าวหล่อหลอมให้บุคลากรของกรมการพัฒนาชุมชนเป็นข้าราชการที่มีบุคลิกลักษณะเป็นเอกลักษณ์ต่างจากข้าราชการหน่วยงานอื่น  กล่าวคือ เป็นคนกล้าคิด กล้าพูด และกล้าทำ  ชอบแสดงความคิดเห็นและนิยมการมีส่วนร่วม  ตลอดจนสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
 
ปัจจัยภายนอก
                        1.  การเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคมทำให้พัฒนากรต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน  เนื่องจากงานของพัฒนาชุมชนเป็นงานที่ต้องสัมผัสกับชุมชนโดยตรง  ดังนั้นเมื่อชุมชนมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป  เครื่องมือที่พัฒนากรใช้ในการพัฒนาชุมชนจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนด้วย 
                        2.  การปฏิรูประบบราชการ 
 
แนวคิด วิธีการ และการดำเนินการ
 
                   หากจะกล่าวถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของกรมการพัฒนาชุมชน  บุคลากรทุกคนย้ำเป็นเสียงเดียวกันว่า  “ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือบุคลากรทุกคนในองค์กร”  เพราะงานพัฒนาชุมชนเป็นกระบวนงานที่ต้องกระทำกับคน  มีเป้าหมายในการพัฒนาอยู่ที่ประชาชนในชุมชน  องค์กรจึงจำเป็นต้องเตรียมบุคลากรให้พร้อมกับภารกิจและเป้าหมายขององค์กร  หลักการแนวคิดในการพัฒนาจึงเริ่มจากมุ่งเน้นการพัฒนาคนเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากมองว่า คนมีศักยภาพ สามารถพัฒนาตนเองและชุมชนของตนได้ ไม่ว่าจะได้ระดับองค์กรหรือระดับชุมชน 
                   กรมการพัฒนาชุมชนให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การรับสมัครคัดเลือกเข้ามาเป็นพัฒนากร  ต้องมีการชี้แจงให้ “ว่าที่พัฒนากร” ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าลักษณะงานของพัฒนากรเป็นอย่างไร  ปัญหาอุปสรรคที่ต้องเผชิญยากลำบากเพียงไร  และแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนของแต่ละคนเป็นแนวทางเดียวกันกับแนวคิดหรือหลักการพัฒนาชุมชนหรือไม่
                   […]

สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง/ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
              
               แต่เดิมนั้นภาระหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศเน้นกลุ่มงานด้านวิชาการเชิงนโยบาย และกลุ่มงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นหลัก คุณสมบัติของข้าราชการ นักการทูตจึงต้องเป็นบุคคลที่มีภูมิหลังหรือประวัติส่วนตัวดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งมีความแตกต่างจากคุณลักษณะของข้าราชการนักการทูตที่ปฏิบัติงานในกรมการกงสุล ซึ่งในขณะนั้นเป็นหน่วยงานเล็กๆ ภายในกระทรวงการต่างประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศไม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของข้าราชการนักการทูตที่ส่งไปประจำการที่กรมการกงสุล
               ทัศนคติในการทำงานของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศก่อนปี พ.ศ. 2542 รับรู้ว่างานของกรมการกงสุลไม่มีฐานะทางสังคมและไม่ได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อข้าราชการในกระทรวงฯ เนื่องจากมีลักษณะเป็นงานบริการประชาชน ข้าราชการนักการทูตที่มีการศึกษาสูงมักคิดว่าตนเป็นข้าราชบริพารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงไม่จำเป็นต้องรับใช้บริการประชาชน นักการทูตที่ประจำการกรมการกงสุลเปรียบเสมือนเป็นข้าราชการชั้นสองหรือชั้นสามในกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้ที่ผ่านมาไม่มีข้าราชการนักการทูตของกระทรวงการต่างประเทศผู้ใดต้องการไปปฏิบัติงานด้านการกงสุล
                   เมื่อนักการทูตไปประจำการยังต่างประเทศ และต้องทำงานรับผิดชอบในหลายหน้าที่ ซึ่งรวมถึงงานด้านการกงสุล ทำให้นักการทูตเริ่มเรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและตระหนักว่างานบริการประชาชนคือหัวใจหลักของภารกิจกระทรวงฯ นอกเหนืองานทางการทูต ประกอบกับแนวนโยบายการทูตเพื่อประชาชนที่กระทรวงการต่างประเทศกำหนดขึ้นใน พ.ศ. 2537 เพื่อให้เป็นวัฒนธรรมหลักในการทำงานของกระทรวงฯ ในภาพรวม ทำให้กระทรวงการต่างประเทศต้องมีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานทั้งในแนวคิด ทัศนคติ และโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยให้ความสำคัญกับงานด้านบริการประชาชนมากขึ้น
 
แนวคิด วิธีการ และการดำเนินการ
 
               ระดับกระทรวง

       ปี พ.ศ. 2545 เป็นช่วงที่กรมการกงสุลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เริ่มจากกระทรวงการต่างประเทศมีมติคัดเลือกนักการทูตชั้นดีมีคุณภาพ ส่งไปปฏิบัติงานที่กรมการกงสุลมากขึ้น รวมทั้งจัดส่งนักเรียนทุนทุกคนของกระทรวงการต่างประเทศให้มาเริ่มงานที่กรมการกงสุลเป็นระยะเวลา 2 ปี  จากประเด็นนี้ทำให้แนวคิดการทำงานของนักการทูตเปลี่ยนไปเป็นการได้รับเลือกให้ไปปฏิบัติงานที่กรมการกงสุลเป็นเรื่องที่น่ายินดี ประกอบกับการรับรู้ที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับภาระหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่ควรทำงานเพื่อประชาชน ทำให้ข้าราชการรุ่นใหม่และผู้บริหารรุ่นเก่ามีความคิดที่เปลี่ยนไปจากการมุ่งทำงานเชิงนโยบายมาเป็นการทำงานบริการประชาชน
       กระบวนการสู่ความสำเร็จเริ่มต้นที่ระดับกระทรวง กล่าวคือ “การปลูกฝังแนวความคิดการทำงานบริการประชาชนให้แก่นักการทูต” กระทรวงการต่างประเทศกำหนดให้เป็นความรับผิดชอบของกองพัฒนาทรัพยากรบุคคล ซึ่งเริ่มตั้งแต่ “การฝึกอบรมข้าราชการนักการทูตแรกเข้า” […]

การบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ของกรมการขนส่งทางบก
สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง/ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
                   การเปลี่ยนแปลงของกรมการขนส่งทางบกเริ่มอย่างจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2531 หลังจากรับโอนงานทะเบียนและภาษีรถยนต์จากกรมตำรวจ ทำให้ต้องรับผิดชอบการต่อทะเบียนและภาษีรถทุกประเภท ซึ่งมีขั้นตอนจำนวนมาก ใช้ระยะเวลานาน ก่อให้เกิดการทุจริตของบุคลากรได้ นอกจากนี้จำนวนรถเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความต้องการต่อทะเบียนและภาษีรถรวมถึงการขอใบอนุญาตขับขี่รถเพิ่มขึ้นทุกปี ประมาณร้อยละ 20 ต่อปี ในทางกลับกันปริมาณอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกต้องลดลงตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งต้องใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานด้านการยกคุณภาพการให้บริการประชาชน
                   การจำกัดงบประมาณของภาครัฐ ทำให้งบประมาณของกรมการขนส่งทางบกไม่เพียงพอต่อปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น โดยงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2538 ได้รับ 1,435 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาเป็น 1,807 ล้านบาท ในปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ปริมาณงานบริการการจดทะเบียนรถและออกใบอนุญาตขับรถทั่วประเทศซึ่งเป็นการบริการประชาชนส่วนใหญ่ เพิ่มขึ้นจาก 24.8 ล้านรายการ ในปี 2538 เป็น 57.8 ล้านรายการ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 137 ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา
                   กรมการขนส่งทางบกจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงานใหม่ โดยการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติงานให้สามารถอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น ตลอดจนใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แนวคิด วิธีการ และการดำเนินการ

       กระบวนการลดขั้นตอนในการทำงานของกรมการขนส่งทางบก […]

               กรมการขนส่งทางบก โดดเด่นในด้านการบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง  หลังจากที่กรมการขนส่งทางบกรับโอนงานทะเบียนและภาษีรถยนต์จากกรมตำรวจ ทำให้ต้องรับผิดชอบการต่อทะเบียนและภาษีรถทุกประเภท ซึ่งมีขั้นตอนมาก ใช้ระยะเวลานาน ก่อให้เกิดการทุจริตของบุคลากร  นอกจากนี้ จำนวนรถเพิ่มขึ้นทุกปี  ทำให้ความต้องการต่อทะเบียนและภาษี  รวมถึงการขอใบอนุญาตขับขี่รถเพิ่มขึ้นทุกปี ในทางกลับกัน ปริมาณอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกต้องลดลงตามนโยบายของรัฐบาล กรมการขนส่งทางบกจึงปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงานใหม่  โดยยึดหลักแนวคิดที่ว่า “ทำเรื่องง่ายที่สุด (User Friendly) และระบบที่น้อยที่สุดก่อน” เพื่อให้เกิดกำลังใจในการปรับเปลี่ยน ซึ่งเริ่มจากการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติงานให้สามารถอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น ด้วยการวางแผนระบบที่เหมาะสมที่สุดกับงานนั้น ทำให้การปฏิบัติงานมีขั้นตอนชัดเจน 
                   สิ่งสำคัญที่จะทำให้หน่วยงานเกิดการปรับเปลี่ยน คือ การปรับเปลี่ยนทัศคติในการทำงาน ซึ่งนับเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่โดดเด่นของกรมการกงสุล ซึ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแก่ภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นอย่างมาก  อันเนื่องมาจากกระทรวงการต่างประเทศได้กำหนดนโยบายการทูตเพื่อประชาชนขึ้นในปี พ.. 2537  ประกอบกับนักการทูตเริ่มเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและตระหนักว่า งานบริการประชาชน คือหัวใจหลักของภารกิจกระทรวงฯ นอกเหนือจากงานทางการทูต และงานด้านวิชาการ  ทำให้กระทรวงการต่างประเทศมีมติคัดเลือกนักการทูตชั้นดีมีคุณภาพ ไปปฏิบัติงานที่กรมการกงสุล ก่อให้เกิดการรับรู้ที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับภาระหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่ควรทำงานเพื่อประชาชน นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมข้าราชการนักการทูตแรกเข้า รวมทั้งมีการอบรมเพิ่มเติมความรู้ในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับงาน   การปรับเปลี่ยนทัศนคติในการปฏิบัติงานของนักการทูตจึงเปลี่ยนไปจากที่ให้ความสำคัญแต่งานวิชาการหันมาให้ความสำคัญงานบริการมากขึ้น   ทั้งนี้เมื่อผู้นำเปลี่ยนไป ก็ส่งผลต่อความต่อเนื่องของแผนการดำเนินงาน  ซึ่งโครงการฯ จะติดตามกระบวนการทำงานของกรมการกงสุลต่อไป
                   กรมการพัฒนาชุมชน มีกระบวนการทำงานที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วม  อันเนื่องจากบุคลากรยึด ”หลักปรัชญามูลฐาน” ที่ให้ความสำคัญกับศักยภาพของคน   โดยกระตุ้นให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการคิด การพัฒนา โดยพัฒนากร […]