วันนี้ได้สนทนากับผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่ง ส่วนใหญ่ฉันจะเป็นผู้รับฟังมากกว่า ผู้ใหญ่ท่านนั้นได้แสดงความรู้สึกโหยหาสิ่งที่เรียกว่า จิตสาธารณะ หรือ บางท่าน เรียกว่าจิตอาสา คือการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ตอบแทนโดยเฉพาะเงินเป็นหลักจากคนในสังคม หรือพูดง่ายๆภาษาบ้านๆว่าทำเอามันส์เงินทองได้เท่าไรช่างมัน แค่สนุกและสุขใจที่ได้ทำเห็นว่าทำแล้วให้ประโยชน์กับชาวบ้านชาวเมืองบ้างก็พอแล้ว ประเภทได้สิบแต่ทำร้อย…ทำนองนี้
เมื่อจบการสนทนาฉันได้มานั่งไตร่ตรอง ทำให้นึกถึงข่าวงานการวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งฉันเองก็จำรายละเอียดได้ไม่มากนักที่ได้ดูจากทีวีเมื่อไม่นานมานี้ มีนักวิจัยได้ทำวิจัยในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา และสรุปผลการวิจัยว่าเด็กไทยบกพร่องจิตสาธารณะ จึงเรียกร้องให้หลักสูตรการเรียนการสอนทำอย่างไรให้มีการพัฒนาจิตสาธารณะในเด็ก เน้นให้เด็กทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมควบคู่ด้วย แทนที่จะเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการอย่างเดียว
เรื่องทั้งสองมาบรรจบกันที่การสรุปง่ายๆของฉัน คือ ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ในบ้านเมืองนี้ยังขาดจิตสาธารณะแล้วจะหวังอะไรกับเด็กให้มีจิตสาธารณะ เพราะไม่มีตัวแบบจิตสาธารณะที่ดีให้ดู เด็กๆคงย้อนด้วยคำพูดนี้บ้างเป็นแน่
คำพูดที่ว่า “การทำให้ดีที่สุด” ”ทำอย่างเต็มที่” “ต้องทำอย่างมีคุณภาพ” คงอาจพอเข้าใกล้คำว่า จิตสาธารณะได้บ้าง คือถ้าคนยึดคำนี้อย่างน้อยก็จะไม่เกี่ยงว่าได้ผลประโยชนตอบแทนจำนวนเท่าไร
หรือแม้แต่คำเชิงลบ “ผักชีโรยหน้า” “เสียเท่าไรไม่ว่าต้องรักษาหน้าไว้ก่อน” “หน้าใหญ่ต้องเลี้ยงดูต้อนรับให้ดี” ซึ่งหลายคนวิจารณ์ว่าเป็นลักษณะของคนไทยที่หน้าใหญ่ใจโต ก็อาจพอเฉียดกับคำว่าเข้าใกล้จิตสาธารณะได้บ้าง แม้จะไม่จริงใจก็ตาม แต่นั่นหมายถึงว่า อย่างน้อยยังคำนึงถึงผู้อื่นให้ได้รับความประทับใจบ้าง
แต่เมื่อฟังจากคำสนทนาผู้ใหญ่ที่เคารพแล้ว รู้สึกหดหู่ใจ น่าเสียดายที่ว่าคนทุกวันนี้…
แม้แต่…ผักชีจะโรยหน้ายังไม่ซื้อ…ไม่ใช่เพราะถือความพอเพียงหรือเข้าถึงสัจธรรมแต่อย่างใด แต่ทำได้เงินแค่นี้จะเอาอะไรกันนักหนาต่างหาก!!!
ปล. ถึงแม้ความสุขใจจากการมีจิตส่าธารณะในการทำงานจะกินไม่ได้อิ่มท้อง แต่ก็อิ่มใจเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจให้อยากทำงานให้ดีมีคุณภาพต่อไป แม้จะได้เงินค่าตอบแทนน้อยก็ตาม
“สติปัญญามันต้องคู่กันกับเมตตา
รู้จักทำความดับทุกข์แก่ตนแล้ว
ก็ต้องช่วยเหลือผู้อื่นให้ดับทุกข์ได้ด้วย
นี้เรียกว่าประพฤติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ
ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสิ่งทั้งปวง”
พุทธทาสภิกขุ
ความล้มเหลวของเหตุการณ์
ถือเป็นรางวัลแห่งการเรียนรู้
ไม่ถือเป็นความล้มเหลวของจิตใจ
หรือ ความล้มเหลวของชีวิต
กลับเป็น ชัยชนะของชีวิต ต่างหาก
เพราะชีวิตมีการพัฒนาทักษะ
ในการอยู่กับความทุกข์ได้เก่งขึ้น
ส่งผลให้ความผิดหวังมีผลบีบคั้นทางจิตใจ
ได้น้อยลงไปตามลำดับ
พลังความสุขในชีวิต…เกิดขึ้นได้ง่ายๆ
เพียงเรารู้ทันว่า
ชีวิตที่สมบูรณ์ คือ ใจ ที่ยอมรับ
ธรรมชาติความไม่สมบูรณ์ของชีวิต
ภัทริน ซอโสตถิกุล
กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีโนวา จำกัด
และเจ้าของผลงานหนังสือธรรมะ กล่องบุญ
“…มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้ข้อคิดว่า ทรัพย์สินที่เราคิดว่ามี จริง ๆ ไม่ใช่ของเรา เพราะสุดท้ายก็จะตกไปหาลูกหลาน งานการที่เรามีสุดท้ายก็จะตกเป็นของทีมงาน ประเทศชาติก็ตกเป็นของประชาชน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตไม่ใช่สิ่งอื่นใดเลย นอกจากสุขภาพและความสบายใจ…”
บันฑูร ล่ำซำ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย