logogalaya.jpg 

การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์: ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์*

                                                                                             พ.ญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์
                                                      รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์
         
          ฉันพยายามอ่านความหมายของกระบวนทัศน์ในเอกสารทางวิชาการที่หน่วยงานราชการแจกให้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งงง   ช่วงนี้ฉันได้มีโอกาสดูภาพยนตร์โทรทัศน์ที่เล่าเรื่องเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของเกาหลี เรื่อง “อิมซังอ๊ก พ่อค้าหัวใจทรนง” ฉันไม่แน่ใจว่าฉันเข้าใจความหมายของกระบวนทัศน์ตามทัศนะของนักวิชาการหรือไม่  แต่สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากภาพยนตร์เรื่องนี้  คือ ปรัชญาในการเป็นพ่อค้าของคนสองกลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายในผลลัพธ์เบื้องต้น(intermediate goal)เหมือนกันคือกำไรจากการค้า ความอยู่รอดขององค์กร  แต่มีจุดมุ่งหมายสูงสุด(ultimate goal)ที่แตกต่างกัน  กลุ่มหนึ่งมีให้ความหมายของการค้าที่ประสบความสำเร็จว่าเป็นการค้าที่สามารถกุมหัวใจของผู้คนได้ อีกกลุ่มหนึ่งให้ความหมายว่าต้องเอาชนะกลุ่มอื่นทุกวิถีทาง ต้องโค่นล้มกลุ่มอื่นได้หมด   เนื่องจากปรัชญาการค้าที่แตกต่างกันเช่นนี้จึงทำให้วิถีและวิธีการทำการค้าทั้งสองกลุ่มมีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง   ทั้งสองกลุ่มมีความขยัน ตั้งใจทำงาน พยายามเปิดตลาดการค้าของตนเองให้กว้าง (activeness)  มุ่งเน้นผลงาน (yield)  ค้าแล้วต้องได้กำไรหรือขาดทุนน้อยที่สุด  มุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพ (efficiency) ลงทุนน้อย ได้ผลมาก กว้านซื้อสินค้า หรือหาสินค้าคุณภาพดีในช่วงที่ราคาต่ำ แต่หาวิธีขายสินค้าในราคาสูงตามกลไกของตลาด มีความรับผิดชอบต่อผลงาน(accountability) เพราะหากไม่รับผิดชอบนั่นหมายถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในอาชีพและรายได้ของทุกคนในองค์กร  ทั้งสองกลุ่มต้องพยายามหาข้อมูลทางการค้า เช่น การเคลื่อนไหวทางการเมือง ดินฟ้าอากาศ วัฒนธรรมประเพณีรวมถึงเทศกาล  แหล่งผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ผู้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ  กิจกรรมทางการตลาด ของทั้งตนเอง คู่แข่งและลูกค้า  ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ รวมทั้งมีการตัดสินใจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ตลอดเวลา(relevance)

         uqz468e2.jpgvra53ae7.jpg3kfe646.jpgsox219a7.jpg

          ในภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นชีวิตจริงไม่ปัจจัยใด ๆ ที่คงที่  ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและมักจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของคนในองค์กร  เนื่องจาก ultimate goal ที่แตกต่างกันจึงทำให้ทั้งสองกลุ่มมีวิธีคิด วิธีการทำงานและวัฒนธรรมขององค์กรที่แตกต่างกัน  โดยศีลธรรมและคุณธรรม (morality)  ที่แตกต่างกันเป็นคุณลักษณะพื้นฐานที่กำหนดคุณลักษณะอื่น ๆ ทั้งหมด  เมื่อมีเป้าหมายสูงสุดที่จะทำการค้าที่กุมหัวใจของคน ก็ต้องทำการค้าที่มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคม(accountability)  กำไรขององค์กรต้องอยู่บนฐานของความกินดี อยู่ดีของลูกค้าในสังคมด้วย  แต่หากขาดซึ่งศีลธรรมและคุณธรรม ให้ความหมายของคำว่าชนะคือได้เป็นหนึ่ง บนความหายนะของคนอื่น ก็จะทำการค้าทุกวิถีทางที่ขาดคุณธรรม แม้ว่าในการประชุมองค์กรจะให้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แต่เมื่อใช้วิธีการที่ขาดคุณธรรมแล้ว ก็ต้องปกปิดเป็นความลับ จะหา democracy ที่แท้จริงไม่ได้   การทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี(integrity) ของวิชาชีพพ่อค้าของทั้งสองกลุ่มต่างกันโดยสิ้นเชิง  ภาพยนตร์เรื่องนี้ชี้ให้เห็นของการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทุกคนต้องปรับตัว ปรับใจเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป “มันเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์”   ในทัศนะของฉันแล้ว การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์มิใช่เรื่องอะไรที่ใหม่ ธรรมชาติได้สอนให้เราต้องปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาจะเปลี่ยนโดยรู้ตัว มีสติสัมปชัญญะและใช้ปัญญาหรือจะโดยการปรับเปลี่ยนไปตามกระแสภายนอกก็ตาม
          สิ่งที่น่าสนใจในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สำหรับฉัน คือ การกำหนดและการทำความกระจ่างต่อเป้าหมายสูงสุดของชีวิตทั้งของตนเองและขององค์กร  เป้าหมายสูงสุดของชีวิตฉันได้รับการถ่ายทอดจากครอบครัว พ่อแม่หวังให้เป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตน มีความพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและรักศักดิ์ศรีของตนเอง เมื่อแต่งงานมีครอบครัว สามีได้สืบทอดเจตนารมณ์ของพ่อแม่ฉันอย่างไม่ผิดเพี้ยน  เมื่อมีลูก ลูกก็ได้ยืนยันเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของฉันที่ได้รับการปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก นี่คือวัฒนธรรมของครอบครัว   เมื่อฉันได้เข้ามาทำงานในองค์กร “โรงพยาบาลนิติจิตเวช” ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์”   ฉันได้รับการปลูกฝังวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของการทำงานที่สอดคล้องกับที่ได้รับจากครอบครัว  ผู้บังคับบัญชาก็สอนเหมือนกับที่พ่อแม่สอน   พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานเป็นเจ้าขององค์กรก่อนที่ฉันจะเข้ามาทำงานก็สอนด้วยการปฏิบัติให้ดู  เรื่องที่คนในองค์กรพูดคุยกัน คือจะช่วยเหลือผู้ป่วยของเราให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร มีวิธีไหนอีกบ้างที่เราต้องทำเพิ่มเติม นอกจากช่วยผู้ป่วยแล้วยังคิดถึงการแบ่งเบาความทุกข์ของญาติ ความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม ทำอย่างไรจึงจะทำให้สังคมปลอดภัย  เพราะเมื่อสังคมปลอดภัย ผู้ป่วยของเราก็จะได้รับการยอมรับ มีศักด์ศรีเท่าเทียมคนอื่น   ทุกวิชาชีพทำงานร่วมกันเป็นทีม  มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน แก่นของ “ I AM READY”  มีมาแต่ก่อนที่ฉันจะเข้ามาทำงานที่นี่เสียอีก     ภายใต้ “ I AM READY”  นี้ เราได้พัฒนา ปรับตัวเอง ปรับกระบวนการทำงานด้วยความอ่อนน้อมว่า “ Though it’s enough, but we can contribute more”  รูปธรรมของเหตุการณ์ต่าง ๆ  ของการปรับยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ กลวิธีก็เป็นไปตามเหตุ ปัจจัย  บัดนี้คนของเรามีระดับการศึกษาสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก  มีเทคโนโลยีที่เข้าสมัย  เป็นที่รู้จักของคนในสังคมมากกว่าเดิม  มีพันธกิจที่เปลี่ยนไปตามความต้องการของสังคม มีขอบเขตการทำงานที่กว้างขวางขึ้น มีการแลกเปลี่ยนความรู้กันเองและกับหน่วยงานภายนอกมากขึ้น รวมทั้งมีผู้ที่สนใจเข้ามาดูว่าเรา “ I AM READY” จริงหรือไม่? ทำถึงไหนกัน?  หากว่าเราเป็นชาวสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ที่สืบทอดเจตนารมณ์ของคนรุ่นเก่าอย่างไม่ขาดสายแล้ว เราก็กล่าวได้อย่างเต็มปากว่า “การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เป็นธรรมชาติของความเป็นชาวสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์”   เป็นวิถีชีวิตที่นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของความเป็นวิชาชีพและขององค์กร
          สำหรับฉันแล้ว ฉันพอใจและภูมิใจที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในองค์กรที่เข้าถึงธรรมชาติอันดีงามของความเป็นมนุษย์…สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์
 ————————————————-

* ที่มา : พ.ญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์. (2551).  แก่น “ธรรม” ดวงตาที่มองเห็น ใน งานดี ชีวิตดี สังคมดี  การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารความเสี่ยงเพื่อการบริการที่เป็นเลิศ. (ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ และ วิริณธิ์ กิตติพิชัย, บรรณาธิการ). กรุงเทพ ฯ : สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต,  หน้า 63-65.