Good Practice Model Blog

โครงการสร้างต้นแบบการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยม

Archive for the ‘ห้องเรื่องเล่าเวทีความคิด’ Category

กาลครั้งหนึ่งมีเรื่องเล่าว่า
“มีชายคน 3 คนกำลังเรียงอิฐเป็นชั้นอยู่  มีคนถามพวกเขาว่ากำลังทำอะไร
ชายคนแรกตอบ ‘ว่าผมกำลังเรียงอิฐอยู่’
ส่วนชายคนที่สองตอบว่า ‘ผมกำลังก่อกำแพง’
และคนที่สามตอบว่า ‘ผมกำลังสร้างวัดครับ’”

********************************
หวังว่าถ้ามีใครถามหน่วยงานนำร่องว่าทำอะไร
เราคงไม่เห็นเพียงเป็นแค่กิจกรรม
แต่ควรมองภาพรวมคือ …
เรากำลังปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพนำสู่ประชาชน
 I AM READY… 

เรียนรู้วิธีที่จะเรียนรู้ (Learning How to Learn)
“ถ้าคุณให้ปลาชายคนหนึ่ง เขาจะมีเพียงแค่อาหารกินอิ่มหนึ่งมื้อ
ถ้าคุณสอนวิธีตกปลาแก่เขา  เขาก็จะมีอาหารกินอิ่มไปตลอดชีวิต
– Kuan Tzu, กวีชาวจีน

“ในภาษาจีนมีอักษรสองตัว
เขียนรวมกันอ่านว่า ”วิกฤต”
คำหนึ่งหมายความว่า
“โอกาส”  
และอีกคำหนึ่งหมายความว่า “ปัญหา”
 – สุภาษิตจีนโบราณ

”วิกฤต” = “โอกาส” + “ปัญหา”
แล้วคุณล่ะ เลือกที่จะมองวิกฤต เป็น ”โอกาส” หรือ “ปัญหา” ?

“ ในจิตใจของมือใหม่ มีความเป็นไปได้มากมายหลายวิธี 
แต่ในจิตใจของผู้เชี่ยวชาญมีเพียงสองสามวิธีเท่านั้น 
– Shunru Suzuki”
 

 
 

จิตวิทยาแห่งการนั่ง  
“… ในสังคมศิวิไลตะวันตก  ผู้คนไม่ใคร่มีเวลาให้แก่กัน  ไม่มีเวลาแห่งการแบ่งปันประสบการณ์  สิ่งนี้เองอธิบายได้ว่าทำไมคนตะวันตกจึงไม่เข้าใจจิตวิทยาแห่งการนั่ง
 ในหมู่บ้าน การนั่งเป็นกิจกรรมทางสังคมที่สำคัญ 
 การนั่งไม่ใช่ “การสูญเสียเวลา” หรือ แสดงถึงความเกียจคร้าน
การนั่งคือการมีเวลาร่วมกัน  เวลาที่จะสานสัมพันธ์ทางสังคม”
-  Andress Fuglesang -

มานั่งคุยกัน !!!

“สติปัญญามันต้องคู่กันกับเมตตา
รู้จักทำความดับทุกข์แก่ตนแล้ว
ก็ต้องช่วยเหลือผู้อื่นให้ดับทุกข์ได้ด้วย
นี้เรียกว่าประพฤติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ
ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสิ่งทั้งปวง”
 
พุทธทาสภิกขุ

“ความล้มเหลวของเหตุการณ์” 
ถือเป็นรางวัลแห่งการเรียนรู้ 
ไม่ถือเป็นความล้มเหลวของจิตใจ
หรือ ความล้มเหลวของชีวิต
กลับเป็น “ชัยชนะของชีวิต” ต่างหาก
เพราะชีวิตมีการพัฒนาทักษะ
ในการอยู่กับความทุกข์ได้เก่งขึ้น
ส่งผลให้ความผิดหวังมีผลบีบคั้นทางจิตใจ
ได้น้อยลงไปตามลำดับ
พลังความสุขในชีวิต…เกิดขึ้นได้ง่ายๆ 
เพียงเรารู้ทันว่า
“ชีวิตที่สมบูรณ์ คือ ‘ใจ’ ที่ยอมรับ
ธรรมชาติความไม่สมบูรณ์ของชีวิต”
 
ภัทริน ซอโสตถิกุล
กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีโนวา จำกัด
และเจ้าของผลงานหนังสือธรรมะ “กล่องบุญ” 

“…มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้ข้อคิดว่า ทรัพย์สินที่เราคิดว่ามี จริง ๆ ไม่ใช่ของเรา เพราะสุดท้ายก็จะตกไปหาลูกหลาน งานการที่เรามีสุดท้ายก็จะตกเป็นของทีมงาน ประเทศชาติก็ตกเป็นของประชาชน  ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตไม่ใช่สิ่งอื่นใดเลย นอกจากสุขภาพและความสบายใจ…”
 
บันฑูร ล่ำซำ 
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

ได้รับเรื่องเล่านี้เป็นฟอร์วาดเมลจากรุ่นพี่แนะนำให้อ่านและว่าน่าสนใจมาก พอได้อ่านก็น่าสนใจจริงดังคำแนะนำ
******************************************
 
ในกาลครั้งหนึ่ง กระต่ายกับเต่าทุ่มเถียงกันว่าใครวิ่งเร็วกว่ากัน ในที่สุดก็ตกลงกันว่าจะวิ่งแข่งกันให้รู้ดำรู้แดง เมื่อตกลงเรื่องเส้นทางได้แล้วก็ลงมือออกวิ่งแข่งกัน กระต่ายวิ่งปรื๋อไปได้พักหนึ่งก็นำหน้าเต่าไปไกลลิบ มันจึงคิดว่าจะนั่งพักใต้ต้นไม้สักประเดี๋ยวก่อนที่จะออกวิ่งต่อไป
มันนั่งอยู่ใต้ต้นไม้อยู่ไม่นานก็ม่อยหลับไป เต่าเดินงุ่มง่ามอย่างไม่ย่อท้อมาจนทันและไม่ช้านักก็เข้าเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะเลิศโดยไม่มีข้อกังขาใดๆทั้งสิ้น กระต่ายตกใจตื่นขึ้นมาก็รู้ว่าตัวเองแพ้การแข่งขันเสียแล้ว นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการทำอะไรให้คงเส้นคงวาแม้จะเชื่องช้าก็ทำให้ประสบชัยชนะได้ เราทุกคนคงเคยได้ฟังนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าฉบับนี้กรอกหูจนชินตั้งแต่เล็กจนโต

แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีใครคนหนึ่งเล่านิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าอีกฉบับหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งขึ้นให้ฟัง เรื่องมีต่อไปดังนี้นี้ กระต่ายผิดหวังมากที่แพ้การแข่งขัน มันกลับมานั่งพิจารณาตัวเองใหม่อย่างละเอียดว่าบกพร่องตรงไหน มันตระหนักว่ามันแพ้การแข่งขันคราวที่แล้วก็เป็นแต่เพียงเพราะว่ามั่นใจในตัวเองมากเกินไป ประมาทเลินเล่อ และหย่อนวินัย ถ้ามันไม่นิ่งนอนใจเสียอย่างละก็เต่าไม่มีทางชนะมันได้เลย มันจึงกลับไปท้าเต่าวิ่งแข่งกันอีกครั้งหนึ่ง เต่าก็ตอบตกลง
คราวนี้กระต่ายออกวิ่งเต็มฝีเท้าและไม่ยอมหยุดเลยตั้งแต่ต้นจนจบ มันเข้าเส้นชัยก่อนและทิ้งห่างเต่าหลายกิโล ฝ่ายที่ทำอะไรเร็วอย่างสม่ำเสมอนั้นย่อมจะชนะฝ่ายที่ทำอะไรได้ช้าแม้จะคงเส้นคงวาก็ตาม ถ้าในหน่วยงานของเรามีคนสองคน คนหนึ่งทำอะไรตามขั้นตอนอย่างช้าๆและเชื่อถือได้ กับอีกคนหนึ่งที่ทำอะไรได้เร็วและก็เชื่อถือได้พอๆกัน คนที่ทำอะไรได้เร็วและเชื่อถือได้ก็ย่อมจะมีความก้าวหน้าในหน่วยงานเร็วกว่าคนที่ทำอะไรช้าเป็นขั้นเป็นตอนเสมอ การทำอะไรช้าๆได้พร้าเล่มงามก็ดีอยู่หรอกแต่ถ้าทำอะไรได้เร็วและพึ่งพาอาศัยได้ก็ย่อมจะดีกว่า
อย่างไรก็ดี นิทานเรื่องนี้ยังไม่จบ คราวนี้เต่ากลับเป็นฝ่ายต้องมานอนคิดบ้าง มันตระหนักว่าถ้าวิ่งแข่งกันในรูปแบบที่ทำกันมานั้นมันไม่มีหนทางจะเอาชนะกระต่ายได้เลย มันคิดหาหนทางอยู่พักหนึ่งแล้วก็กลับไปท้ากระต่ายมาแข่งกันอีกครั้งแต่ใช้เส้นทางใหม่ กระต่ายก็ตกลง เมื่อเริ่มการแข่งกระต่ายก็ออกห้อเต็มฝีเท้าตามคติประจำตัวที่จะต้องทำอะไรให้เร็วอย่างสม่ำเสมอ มันวิ่งเร็วจี๋มาจนถึงแม่น้ำกว้างสายหนึ่ง เส้นชัยนั้นอยู่ห่างออกไปประมาณสองกิโลอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ กระต่ายได้แต่นั่งมองไม่รู้จะทำอย่างไร ในขณะเดียวกัน เต่าก็เดินเตาะแตะตามมาจนทัน เดินลงไปในน้ำ ว่ายน้ำข้ามไปอีกฟากหนึ่ง แล้วก็เดินต่อไปจนเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก นิทานเรื่องนี้มีคติสอนใจอย่างไร ?

ก่อนอื่น จงรู้จักตนเองว่าทำอะไรได้เก่งที่สุดแล้วจึงเลือกสนามที่เหมาะกับความเก่งของคุณ ตกมาถึงตอนนี้ กระต่ายกับเต่าก็รู้จักกันดีจนกลายเป็นเพื่อนรักกันไปแล้วก็เลยมาสุมหัวกันคิด ทั้งคู่ตระหนักว่าการวิ่งแข่งหนที่ผ่านมานั้นน่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้ ทั้งสองจึงตกลงใจจะวิ่งใหม่อีกครั้งแต่คราวนี้วิ่งกันเป็นทีม  เมื่อออกเริ่มวิ่ง กระต่ายเป็นฝ่ายแบกเต่ามาจนถึงริมฝั่งน้ำ จากนั้นเต่าเป็นฝ่ายแบกกระต่ายพาว่ายข้ามน้ำไปจนถึงอีกฟากหนึ่ง เมื่อขึ้นฝั่งได้กระต่ายก็กลับเป็นฝ่ายแบกเต่าพาวิ่งไปจนเข้าเส้นชัยด้วยกัน ทั้งสองต่างรู้สึกพออกพอใจผลงานยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาแต่ก่อน นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร?
การทำอะไรได้เก่งแบบข้ามาคนเดียวนั้นก็ดีอยู่แต่หากว่าเราไม่สามารถทำงานเป็นทีมและพึ่งพาความเก่งซึ่งกันและกันได้แล้วไซร้ […]

 
ฮั่นเฟ่ยจือ ปราชญ์ชาวจีน เคยเล่านิทานเรื่องหนึ่งมีว่า
ครั้นหนึ่งยังมีชาวนาในแคว้นซุงกำลังไถนา ขณะที่เขากำลังไถนา ก็มีกระต่ายป่าตัวหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วและชนตอไม้ที่อยู่กลางนาจนคอหักตาย ตั้งแต่นั้นมาชาวนาคนนั้นก็เลิกไถนา ไปคอยยืนดูที่ตอไม้นั้นแทน หวังว่าจะมีกระต่ายตัวอื่นมาวิ่งชนตอไม้ตายอีก จะได้เก็บไปเป็นอาหาร แต่ต้องผิดหวัง เพราะไม่มีกระต่ายตัวไหนมาวิ่งชนตอไม้นั้นตายอีก การกระทำของชายคนั้นกลายเป็นที่ขบขันของคนทั้งแคว้นซุง
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่ายึดมั่นในอดีตจนมาซึ่งอุปสรรคขัดขวางความคิดใหม่ๆและความเจริญก้าวหน้า หากผู้ใดยึดมั่นกับความสำเร็จในอดีตจนเกินไป และปรารถนาจะใช้สิ่งอดีตรูปแบบเดิมมาใช้กับปัจจุบันโดยไม่คำนึงบริบทความจริงในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป คนนี้นก็ย่อมเหมือนกับชาวนาที่เฝ้าคอยกระต่ายนั่นเอง.