Good Practice Model Blog

โครงการสร้างต้นแบบการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยม

Archive for the ‘ห้องเรื่องเล่าหน่วยงานต้นแบบ’ Category

สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง/ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
               การเปลี่ยนแปลงของสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาเริ่มมีกระแสการปรับรื้อกระบวนการทำงานในปี พ.ศ. 2538 อันเนื่องมาจากลักษณะของงานที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการให้บริการประชาชน ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานที่ดิน  ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 จึงเริ่มมีการปลูกฝังให้บุคลากรมีจิตสำนึกในการให้บริการประชาชน  เพื่อแก้จุดอ่อนในลักษณะของงานให้บริการของสำนักงานที่ดิน จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนโดยการลดขั้นตอนกระบวนงาน เพราะผู้มาติดต่อขอรับบริการต้องเผชิญกับขั้นตอนกระบวนงานต่างๆ มากมาย    ด้วยเนื้องานของสำนักงานที่ดินต้องใช้เวลาในการดำเนินงาน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีความผูกพันกับข้อกฎหมายสูงมาก  เรื่องการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแต่ละประเภทต้องใช้กฎหมายหลายฉบับ มีการสอบสวน การตรวจสอบที่ชัดเจนและต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบอย่างมาก เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เป็นเจ้าของที่ดิน  ด้วยการดำเนินงานหลายขั้นตอนจึงทำให้การให้บริการประชาชนต้องล่าช้า ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานที่ดิน    ด้วยเหตุนี้ สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาจึงพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการพยายามแก้ไขจุดอ่อนนี้ให้สามารถลดขั้นตอนกระบวนงานลงให้ได้มากที่สุด  เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความพึงพอใจของประชาชนการเปลี่ยนแปลงของสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาเริ่มมีกระแสการปรับรื้อกระบวนการทำงานในปี พ.ศ. 2538 อันเนื่องมาจากลักษณะของงานที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการให้บริการประชาชน ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานที่ดิน  ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 จึงเริ่มมีการปลูกฝังให้บุคลากรมีจิตสำนึกในการให้บริการประชาชน  เพื่อแก้จุดอ่อนในลักษณะของงานให้บริการของสำนักงานที่ดิน จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนโดยการลดขั้นตอนกระบวนงาน เพราะผู้มาติดต่อขอรับบริการต้องเผชิญกับขั้นตอนกระบวนงานต่างๆ มากมาย    ด้วยเนื้องานของสำนักงานที่ดินต้องใช้เวลาในการดำเนินงาน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีความผูกพันกับข้อกฎหมายสูงมาก  เรื่องการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแต่ละประเภทต้องใช้กฎหมายหลายฉบับ มีการสอบสวน การตรวจสอบที่ชัดเจนและต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบอย่างมาก เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เป็นเจ้าของที่ดิน  ด้วยการดำเนินงานหลายขั้นตอนจึงทำให้การให้บริการประชาชนต้องล่าช้า ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานที่ดิน    ด้วยเหตุนี้ สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาจึงพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการพยายามแก้ไขจุดอ่อนนี้ให้สามารถลดขั้นตอนกระบวนงานลงให้ได้มากที่สุด  เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความพึงพอใจของประชาชน 
การเปลี่ยนแปลงของสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาเริ่มมีกระแสการปรับรื้อกระบวนการทำงานในปี พ.ศ. 2538 […]

สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง/ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
 
• ปัจจัยภายใน  ได้แก่  ผู้นำองค์กรเห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงานและสามารถสร้างให้เกิดแนวร่วมในการทำงานจนกระทั่งเกิดความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรทั้งหมดขององค์กร
• ปัจจัยภายนอก ประกอบไปด้วย
- กระแสการทำคุณภาพในองค์กรต่างๆ ในช่วงปีประมาณ 2540  เป็นกระแสการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล หรือ HA (Hospital Accreditation) ที่โรงพยาบาลต่างๆ ในปัจจุบันนี้กำลังตื่นตัวพัฒนาเพื่อให้ได้รับการรับรองของมาตรฐานคุณภาพนี้ 
- ข่าวเรื่องการฟ้องร้องในการให้บริการทางการแพทย์ ส่งผลให้เกิดวิกฤตศรัทธาระหว่างคนไข้กับผู้ประกอบการวิชาชีพด้านสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
- กระแสข่าวการให้โรงพยาบาลออกนอกระบบ การต้องพึ่งพิงตัวเอง
- นโยบายการให้สิทธิประชาชนสามารถเลือกสถานบริการสุขภาพได้อย่างเสรีตามโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ของรัฐบาลขณะนั้นในปี พ.ศ. 2544
- กระแสโลกาภิวัฒน์ทำให้โรงพยาบาลต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่รวดเร็ว  และการที่ประชาชนได้รับรู้ข่าวสารและรับรู้สิทธิของตนมากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมีความคาดหวังและมีความต้องการเพิ่มขึ้นจากรูปแบบการให้บริการแบบเดิมๆ และด้วยการที่โรงพยาบาลมีทรัพยากรอย่างจำกัด
 
แนวคิด วิธีการ และการดำเนินการ
 
            โรงพยาบาลบ้านตากได้นำเอากระบวนการสร้างคุณภาพและการทำกิจกรรม 5 ส. มาเป็นเครื่องมือนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยมในการทำงาน  ทีมงานได้มีการพูดคุย ทบทวน สรุปการเรียนรู้ที่ได้ และรวบรวมความรู้แนวคิดด้านการบริหารคุณภาพ เครื่องมือคุณภาพในระบบต่างๆ พร้อมทั้งการทำการวิเคราะห์องค์กร ทำให้เกิดการคิดค้นตัวแบบบ้านคุณภาพ และตัวแบบกลยุทธ์ 10 ขั้นตอนสู่โรงพยาบาลคุณภาพโดยทำไปปรับไป และพัฒนาคุณภาพไปพร้อมกัน จากนั้นในปี 2545 จึงได้ดำเนินการทำ HA อย่างจริงจัง […]

สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง/ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
                การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของกรมราชทัณฑ์ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เริ่มตั้งแต่สมัยพันโทกมล ประจวบเหมาะ (อธิบดีคนที่ 22 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2535 – 30 กันยายน พ.ศ.2539) โดยการปรับโครงสร้าง การจัดอัตรากำลังใหม่ การเพิ่มสวัสดิการต่างๆ เช่นค่าเสี่ยงภัย เครื่องแบบ การศึกษาดูงาน เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากขณะนั้นกรมราชทัณฑ์มีบุคลากรไม่เพียงพอ และบุคลากรจำนวนมากอยู่ในระดับ 4 แต่ไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้ จึงทำให้บุคลากรเกิดความท้อแท้     การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของกรมราชทัณฑ์ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เริ่มตั้งแต่สมัยพันโทกมล ประจวบเหมาะ (อธิบดีคนที่ 22 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2535 – 30 กันยายน พ.ศ.2539) โดยการปรับโครงสร้าง การจัดอัตรากำลังใหม่ การเพิ่มสวัสดิการต่างๆ เช่นค่าเสี่ยงภัย เครื่องแบบ การศึกษาดูงาน เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากขณะนั้นกรมราชทัณฑ์มีบุคลากรไม่เพียงพอ และบุคลากรจำนวนมากอยู่ในระดับ 4 แต่ไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้ จึงทำให้บุคลากรเกิดความท้อแท้                   ปัจจัยสนับสนุนอีกประการหนึ่งคือในสมัยของพันโทกมล ประจวบเหมาะ […]

สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง/สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
 
ปัจจัยภายใน
 
กรมการพัฒนาชุมชนมีหลักในการทำงานที่ชัดเจนหรือที่เรียกว่า “หลักปรัชญามูลฐาน” ที่พัฒนากรรวมทั้งบุคลากรทุกคนของกรมการพัฒนาชุมชนยึดถือเป็นที่ตั้งประกอบไปด้วย
       1. มนุษย์พึงได้รับการปฏิบัติด้วยความยุติธรรมและมีศักดิ์ศรี ในฐานะเป็นปุถุชน
       2. มนุษย์มีเสรีภาพกำหนดวิถีการดำรงชีวิตของตนในทิศทางที่ต้องการ
       3. มนุษย์สามารถพัฒนาได้ถ้ามีโอกาสและได้เรียนรู้
       4. มนุษย์มีพลังความคิด, ความเป็นผู้นำ ฯลฯ ความสามารถเหล่านี้เป็นสิ่งซ่อนเร้น แต่สามารถนำออกมาใช้ได้ ถ้าได้รับการพัฒนา
       5. การพัฒนาพลังและขีดความสามารถของชุมชน มีความสำคัญยิ่งต่อชีวิตของบุคคล ชุมชนและรัฐ
  หลักปรัชญาดังกล่าวหล่อหลอมให้บุคลากรของกรมการพัฒนาชุมชนเป็นข้าราชการที่มีบุคลิกลักษณะเป็นเอกลักษณ์ต่างจากข้าราชการหน่วยงานอื่น  กล่าวคือ เป็นคนกล้าคิด กล้าพูด และกล้าทำ  ชอบแสดงความคิดเห็นและนิยมการมีส่วนร่วม  ตลอดจนสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
 
ปัจจัยภายนอก
                        1.  การเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคมทำให้พัฒนากรต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน  เนื่องจากงานของพัฒนาชุมชนเป็นงานที่ต้องสัมผัสกับชุมชนโดยตรง  ดังนั้นเมื่อชุมชนมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป  เครื่องมือที่พัฒนากรใช้ในการพัฒนาชุมชนจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนด้วย 
                        2.  การปฏิรูประบบราชการ 
 
แนวคิด วิธีการ และการดำเนินการ
 
                   หากจะกล่าวถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของกรมการพัฒนาชุมชน  บุคลากรทุกคนย้ำเป็นเสียงเดียวกันว่า  “ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือบุคลากรทุกคนในองค์กร”  เพราะงานพัฒนาชุมชนเป็นกระบวนงานที่ต้องกระทำกับคน  มีเป้าหมายในการพัฒนาอยู่ที่ประชาชนในชุมชน  องค์กรจึงจำเป็นต้องเตรียมบุคลากรให้พร้อมกับภารกิจและเป้าหมายขององค์กร  หลักการแนวคิดในการพัฒนาจึงเริ่มจากมุ่งเน้นการพัฒนาคนเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากมองว่า คนมีศักยภาพ สามารถพัฒนาตนเองและชุมชนของตนได้ ไม่ว่าจะได้ระดับองค์กรหรือระดับชุมชน 
                   กรมการพัฒนาชุมชนให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การรับสมัครคัดเลือกเข้ามาเป็นพัฒนากร  ต้องมีการชี้แจงให้ “ว่าที่พัฒนากร” ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าลักษณะงานของพัฒนากรเป็นอย่างไร  ปัญหาอุปสรรคที่ต้องเผชิญยากลำบากเพียงไร  และแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนของแต่ละคนเป็นแนวทางเดียวกันกับแนวคิดหรือหลักการพัฒนาชุมชนหรือไม่
                   […]

สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง/ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
              
               แต่เดิมนั้นภาระหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศเน้นกลุ่มงานด้านวิชาการเชิงนโยบาย และกลุ่มงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นหลัก คุณสมบัติของข้าราชการ นักการทูตจึงต้องเป็นบุคคลที่มีภูมิหลังหรือประวัติส่วนตัวดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งมีความแตกต่างจากคุณลักษณะของข้าราชการนักการทูตที่ปฏิบัติงานในกรมการกงสุล ซึ่งในขณะนั้นเป็นหน่วยงานเล็กๆ ภายในกระทรวงการต่างประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศไม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของข้าราชการนักการทูตที่ส่งไปประจำการที่กรมการกงสุล
               ทัศนคติในการทำงานของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศก่อนปี พ.ศ. 2542 รับรู้ว่างานของกรมการกงสุลไม่มีฐานะทางสังคมและไม่ได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อข้าราชการในกระทรวงฯ เนื่องจากมีลักษณะเป็นงานบริการประชาชน ข้าราชการนักการทูตที่มีการศึกษาสูงมักคิดว่าตนเป็นข้าราชบริพารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงไม่จำเป็นต้องรับใช้บริการประชาชน นักการทูตที่ประจำการกรมการกงสุลเปรียบเสมือนเป็นข้าราชการชั้นสองหรือชั้นสามในกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้ที่ผ่านมาไม่มีข้าราชการนักการทูตของกระทรวงการต่างประเทศผู้ใดต้องการไปปฏิบัติงานด้านการกงสุล
                   เมื่อนักการทูตไปประจำการยังต่างประเทศ และต้องทำงานรับผิดชอบในหลายหน้าที่ ซึ่งรวมถึงงานด้านการกงสุล ทำให้นักการทูตเริ่มเรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและตระหนักว่างานบริการประชาชนคือหัวใจหลักของภารกิจกระทรวงฯ นอกเหนืองานทางการทูต ประกอบกับแนวนโยบายการทูตเพื่อประชาชนที่กระทรวงการต่างประเทศกำหนดขึ้นใน พ.ศ. 2537 เพื่อให้เป็นวัฒนธรรมหลักในการทำงานของกระทรวงฯ ในภาพรวม ทำให้กระทรวงการต่างประเทศต้องมีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานทั้งในแนวคิด ทัศนคติ และโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยให้ความสำคัญกับงานด้านบริการประชาชนมากขึ้น
 
แนวคิด วิธีการ และการดำเนินการ
 
               ระดับกระทรวง

       ปี พ.ศ. 2545 เป็นช่วงที่กรมการกงสุลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เริ่มจากกระทรวงการต่างประเทศมีมติคัดเลือกนักการทูตชั้นดีมีคุณภาพ ส่งไปปฏิบัติงานที่กรมการกงสุลมากขึ้น รวมทั้งจัดส่งนักเรียนทุนทุกคนของกระทรวงการต่างประเทศให้มาเริ่มงานที่กรมการกงสุลเป็นระยะเวลา 2 ปี  จากประเด็นนี้ทำให้แนวคิดการทำงานของนักการทูตเปลี่ยนไปเป็นการได้รับเลือกให้ไปปฏิบัติงานที่กรมการกงสุลเป็นเรื่องที่น่ายินดี ประกอบกับการรับรู้ที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับภาระหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่ควรทำงานเพื่อประชาชน ทำให้ข้าราชการรุ่นใหม่และผู้บริหารรุ่นเก่ามีความคิดที่เปลี่ยนไปจากการมุ่งทำงานเชิงนโยบายมาเป็นการทำงานบริการประชาชน
       กระบวนการสู่ความสำเร็จเริ่มต้นที่ระดับกระทรวง กล่าวคือ “การปลูกฝังแนวความคิดการทำงานบริการประชาชนให้แก่นักการทูต” กระทรวงการต่างประเทศกำหนดให้เป็นความรับผิดชอบของกองพัฒนาทรัพยากรบุคคล ซึ่งเริ่มตั้งแต่ “การฝึกอบรมข้าราชการนักการทูตแรกเข้า” […]

การบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ของกรมการขนส่งทางบก
สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง/ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
                   การเปลี่ยนแปลงของกรมการขนส่งทางบกเริ่มอย่างจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2531 หลังจากรับโอนงานทะเบียนและภาษีรถยนต์จากกรมตำรวจ ทำให้ต้องรับผิดชอบการต่อทะเบียนและภาษีรถทุกประเภท ซึ่งมีขั้นตอนจำนวนมาก ใช้ระยะเวลานาน ก่อให้เกิดการทุจริตของบุคลากรได้ นอกจากนี้จำนวนรถเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความต้องการต่อทะเบียนและภาษีรถรวมถึงการขอใบอนุญาตขับขี่รถเพิ่มขึ้นทุกปี ประมาณร้อยละ 20 ต่อปี ในทางกลับกันปริมาณอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกต้องลดลงตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งต้องใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานด้านการยกคุณภาพการให้บริการประชาชน
                   การจำกัดงบประมาณของภาครัฐ ทำให้งบประมาณของกรมการขนส่งทางบกไม่เพียงพอต่อปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น โดยงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2538 ได้รับ 1,435 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาเป็น 1,807 ล้านบาท ในปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ปริมาณงานบริการการจดทะเบียนรถและออกใบอนุญาตขับรถทั่วประเทศซึ่งเป็นการบริการประชาชนส่วนใหญ่ เพิ่มขึ้นจาก 24.8 ล้านรายการ ในปี 2538 เป็น 57.8 ล้านรายการ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 137 ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา
                   กรมการขนส่งทางบกจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงานใหม่ โดยการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติงานให้สามารถอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น ตลอดจนใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แนวคิด วิธีการ และการดำเนินการ

       กระบวนการลดขั้นตอนในการทำงานของกรมการขนส่งทางบก […]

               กรมการขนส่งทางบก โดดเด่นในด้านการบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง  หลังจากที่กรมการขนส่งทางบกรับโอนงานทะเบียนและภาษีรถยนต์จากกรมตำรวจ ทำให้ต้องรับผิดชอบการต่อทะเบียนและภาษีรถทุกประเภท ซึ่งมีขั้นตอนมาก ใช้ระยะเวลานาน ก่อให้เกิดการทุจริตของบุคลากร  นอกจากนี้ จำนวนรถเพิ่มขึ้นทุกปี  ทำให้ความต้องการต่อทะเบียนและภาษี  รวมถึงการขอใบอนุญาตขับขี่รถเพิ่มขึ้นทุกปี ในทางกลับกัน ปริมาณอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกต้องลดลงตามนโยบายของรัฐบาล กรมการขนส่งทางบกจึงปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงานใหม่  โดยยึดหลักแนวคิดที่ว่า “ทำเรื่องง่ายที่สุด (User Friendly) และระบบที่น้อยที่สุดก่อน” เพื่อให้เกิดกำลังใจในการปรับเปลี่ยน ซึ่งเริ่มจากการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติงานให้สามารถอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น ด้วยการวางแผนระบบที่เหมาะสมที่สุดกับงานนั้น ทำให้การปฏิบัติงานมีขั้นตอนชัดเจน 
                   สิ่งสำคัญที่จะทำให้หน่วยงานเกิดการปรับเปลี่ยน คือ การปรับเปลี่ยนทัศคติในการทำงาน ซึ่งนับเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่โดดเด่นของกรมการกงสุล ซึ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแก่ภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นอย่างมาก  อันเนื่องมาจากกระทรวงการต่างประเทศได้กำหนดนโยบายการทูตเพื่อประชาชนขึ้นในปี พ.. 2537  ประกอบกับนักการทูตเริ่มเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและตระหนักว่า งานบริการประชาชน คือหัวใจหลักของภารกิจกระทรวงฯ นอกเหนือจากงานทางการทูต และงานด้านวิชาการ  ทำให้กระทรวงการต่างประเทศมีมติคัดเลือกนักการทูตชั้นดีมีคุณภาพ ไปปฏิบัติงานที่กรมการกงสุล ก่อให้เกิดการรับรู้ที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับภาระหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่ควรทำงานเพื่อประชาชน นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมข้าราชการนักการทูตแรกเข้า รวมทั้งมีการอบรมเพิ่มเติมความรู้ในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับงาน   การปรับเปลี่ยนทัศนคติในการปฏิบัติงานของนักการทูตจึงเปลี่ยนไปจากที่ให้ความสำคัญแต่งานวิชาการหันมาให้ความสำคัญงานบริการมากขึ้น   ทั้งนี้เมื่อผู้นำเปลี่ยนไป ก็ส่งผลต่อความต่อเนื่องของแผนการดำเนินงาน  ซึ่งโครงการฯ จะติดตามกระบวนการทำงานของกรมการกงสุลต่อไป
                   กรมการพัฒนาชุมชน มีกระบวนการทำงานที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วม  อันเนื่องจากบุคลากรยึด ”หลักปรัชญามูลฐาน” ที่ให้ความสำคัญกับศักยภาพของคน   โดยกระตุ้นให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการคิด การพัฒนา โดยพัฒนากร […]

จุดเด่น เรื่องราวความสำเร็จของกรมราชทัณฑ์สามารถพิจารณาได้จาก 2 มิติคือ
                   1. มิติภายใน ได้การบรรลุเป้าหมายในแต่ละพันธกิจและความสามารถในการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน โดยมีตัวชี้วัดที่สำคัญคือบุคลากรมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับการพัฒนาสมรรถนะของตนเอง ทำให้กรมราชทัณฑ์บรรลุเป้าหมายในแต่ละพันธกิจ
                   2. มิติภายนอก ได้แก่การได้รับการยอมรับจากสังคม โดยมีตัวชี้วัดที่สำคัญคือการลบภาพลักษณ์เดิมของกรมที่เป็นดินแดนสนธยา เพราะปัจจุบันประชาชนรู้จักกรมราชทัณฑ์มากขึ้น โดยผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งสินค้าราชทัณฑ์ แซมชั่น ส.สิริพร แชมป์โลกมวยหญิง รุ่นไลต์ฟลายเวต พิกัด 108 ปอนด์ ของสภามวยโลก(WBC) รวมถึงกรมราชทัณฑ์ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานต่างๆ ในการมาเยี่ยมชม ศึกษา ดูงาน นอกจากนี้กรมราชทัณฑ์ยังได้รับรางวัลต่างๆ

 
กรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหกหน่วยงานต้นแบบของโครงการสร้างต้นแบบการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยม โดยมีความโดดเด่นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่เนื่องจากความก้าวหน้าของโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกระแสบริโภคนิยม กรมราชทัณฑ์จึงพยายามนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการพัฒนาองค์กร เพื่อให้บุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสมดุลระหว่างชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงาน
กรมราชทัณฑ์จึงมีนโยบายที่จะเป็น “องค์กรแห่งความพอเพียง” ใน 3 มิติคือ
1. การเปลี่ยนวิถีชีวิตข้าราชการให้ใช้ชีวิตแบบพอเพียง
2. การบริหารองค์กรแบบพอเพียง
3. การเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้ต้องขังให้ใช้ชีวิตแบบพอเพียงเมื่อพ้นโทษ
การปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการของกรมราชทัณฑ์ เนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ในเรื่องความต้องการให้คนในองค์กรและครอบครัวมีการดำรงชีวิตชีวิตในความพอดี ตามอัตภาพไม่หลงไหลไปตามกระแสวัตถุนิยม รู้จักประหยัด อดออม หลีกเลี่ยงอบายมุข ประพฤติตนอยู่ในศิลธรรม มีจริยธรรมและคุณธรรมมีน้ำใจ รักสามัคคี ทำงานด้วยความชื่อสัตย์ สุจริต มีความสุขในการทำงาน และในการใช้ชีวิต สามารถพึงพาตนเองมีภูมิคุ้มกันที่ดี อันจะสามารถนำพาให้กรมราชทัณฑ์เป็นองค์กรใสสะอาด (คัดแปลงจากองค์กรแห่งความพอเพียง ในจุลสารโปรแกรมการแก้ไขพัฒนาผู้ต้องขัง ฉบับเศรษฐกิจพอเพียง : พอเพียงเพื่อเพียงพอ ปีที่ 3 ฉบับที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2549)
ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของกรมราชทัณฑ์ http://www.correct.go.th/iamready/ หรือ http://www.correct.go.th 
 

สำนักงานที่ดิน จังหวัดสงขลา
ให้สัมภาษณ์โดยคุณอรรถพร พันธุโกวิท
ผ.อ. กองแผน กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย
 
          ทีมวิจัยได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ท่านอรรถพร พันธุโกวิท ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองแผนงาน กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งในอดีตท่านเคยเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา ซึ่งเราก็ได้สัมภาษณ์ท่านถึงสมัยที่ท่านได้อยู่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาท่านได้ทำอะไรและสาเหตุอะไรที่ทำให้ทำต้องเปลี่ยนแปลงองค์การ
          สาเหตุที่เราเลือกไปสัมภาษณ์ท่านอรรถพร เนื่องจาการว่าในช่วงที่ทีมวิจัยได้ศึกษาเชิงลึกอยู่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลานั้น ข้าราชการภายในสำนักงานจะพูดถึงกันอย่างหนาหูว่า ช่วงที่สำนักงานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากก็จะอยู่ในช่วงของท่านอรรถพร ดังนั้นจึงพลาดไม่ได้ที่จะมาสัมภาษณ์
จากการสัมภาษณ์ท่านอรรถพร ถึงสาเหตุที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาต้องเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเพราะอะไร ซึ่งท่านอรรถพรก็กล่าวว่า “ที่เปลี่ยนเพราะมันเป็นหน้าที่ เป็นสัญชาตญาณของตัวเองที่จะทำอะไรก็ตามมีที่มาจากฐานคติที่ว่าเราต้องทำในสิ่งที่คนอื่นก็ทำ และทำในสิ่งแปลกใหม่ ต้อง surprise ทำอะไรไม่ให้เหมือนชาวบ้าน คนอื่นจะ surprise กับเราหรือเปล่าไม่รู้ แต่เราต้องทำอะไรให้ surprise อยู่ไม่นิ่ง ” โดยท่านอรรถพร เน้นย้ำว่า ตัวผู้นำนั้นต้องทำให้ดู กล่าวคือ หัวหน้าต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกน้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์และให้เกิดการเรียนรู้เทคนิควิธีการที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาและการพัฒนา และตัวผู้นำนั้นจะต้องเรียนรู้ทุกเรื่องเท่าที่จะทำได้และจะต้องพยายามทำให้ได้ในทุกอย่าง โดยที่ท่านกล่าวว่า “ที่เรียนนั้นเพราะอยากรู้ และไม่ต้องการให้ตนเหนือกว่าใคร แต่ต้องรู้ให้มากกว่าลูกน้อง” เห็นได้ว่า ท่านอรรถพรเป็นผู้นำองค์การที่อยู่ไม่นิ่ง ท่านต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์การโดยตัวท่านเองจะต้องแสงดบทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยที่ตัวผู้นำเองต้องทำเป็นแบบ (Role Model) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดทักษะสู่ผู้ร่วมงาน
          ท่านอรรถพร เป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาในปี […]