Good Practice Model Blog

โครงการสร้างต้นแบบการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยม

Archive for the ‘ห้องเรื่องเล่าชีวิตส่วนตัว’ Category

 วันนี้ได้สนทนากับผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่ง  ส่วนใหญ่ฉันจะเป็นผู้รับฟังมากกว่า  ผู้ใหญ่ท่านนั้นได้แสดงความรู้สึกโหยหาสิ่งที่เรียกว่า จิตสาธารณะ หรือ บางท่าน เรียกว่าจิตอาสา คือการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ตอบแทนโดยเฉพาะเงินเป็นหลักจากคนในสังคม  หรือพูดง่ายๆภาษาบ้านๆว่าทำเอามันส์เงินทองได้เท่าไรช่างมัน  แค่สนุกและสุขใจที่ได้ทำเห็นว่าทำแล้วให้ประโยชน์กับชาวบ้านชาวเมืองบ้างก็พอแล้ว  ประเภทได้สิบแต่ทำร้อย…ทำนองนี้ 
    เมื่อจบการสนทนาฉันได้มานั่งไตร่ตรอง  ทำให้นึกถึงข่าวงานการวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งฉันเองก็จำรายละเอียดได้ไม่มากนักที่ได้ดูจากทีวีเมื่อไม่นานมานี้  มีนักวิจัยได้ทำวิจัยในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา  และสรุปผลการวิจัยว่าเด็กไทยบกพร่องจิตสาธารณะ  จึงเรียกร้องให้หลักสูตรการเรียนการสอนทำอย่างไรให้มีการพัฒนาจิตสาธารณะในเด็ก เน้นให้เด็กทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมควบคู่ด้วย แทนที่จะเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการอย่างเดียว
    เรื่องทั้งสองมาบรรจบกันที่การสรุปง่ายๆของฉัน  คือ  ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ในบ้านเมืองนี้ยังขาดจิตสาธารณะแล้วจะหวังอะไรกับเด็กให้มีจิตสาธารณะ  เพราะไม่มีตัวแบบจิตสาธารณะที่ดีให้ดู  เด็กๆคงย้อนด้วยคำพูดนี้บ้างเป็นแน่ 
     คำพูดที่ว่า “การทำให้ดีที่สุด” ”ทำอย่างเต็มที่” “ต้องทำอย่างมีคุณภาพ”  คงอาจพอเข้าใกล้คำว่า จิตสาธารณะได้บ้าง  คือถ้าคนยึดคำนี้อย่างน้อยก็จะไม่เกี่ยงว่าได้ผลประโยชนตอบแทนจำนวนเท่าไร
     หรือแม้แต่คำเชิงลบ “ผักชีโรยหน้า”  “เสียเท่าไรไม่ว่าต้องรักษาหน้าไว้ก่อน”  “หน้าใหญ่ต้องเลี้ยงดูต้อนรับให้ดี”  ซึ่งหลายคนวิจารณ์ว่าเป็นลักษณะของคนไทยที่หน้าใหญ่ใจโต   ก็อาจพอเฉียดกับคำว่าเข้าใกล้จิตสาธารณะได้บ้าง  แม้จะไม่จริงใจก็ตาม แต่นั่นหมายถึงว่า  อย่างน้อยยังคำนึงถึงผู้อื่นให้ได้รับความประทับใจบ้าง
     แต่เมื่อฟังจากคำสนทนาผู้ใหญ่ที่เคารพแล้ว  รู้สึกหดหู่ใจ  น่าเสียดายที่ว่าคนทุกวันนี้…
     แม้แต่…ผักชีจะโรยหน้ายังไม่ซื้อ…ไม่ใช่เพราะถือความพอเพียงหรือเข้าถึงสัจธรรมแต่อย่างใด  แต่ทำได้เงินแค่นี้จะเอาอะไรกันนักหนาต่างหาก!!!
  ปล. ถึงแม้ความสุขใจจากการมีจิตส่าธารณะในการทำงานจะกินไม่ได้อิ่มท้อง  แต่ก็อิ่มใจเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจให้อยากทำงานให้ดีมีคุณภาพต่อไป  แม้จะได้เงินค่าตอบแทนน้อยก็ตาม  
 
 

แม้เดือนนี้จะมีกิจกรรมหลักสถาบันกัลยาณ์มีเพียง 2 กิจกรรม  เท่านั้น  ดูเหมือนว่าจะว่าง  แต่กลับห่างหายจากการออนไลน์   เนื่องจากการปรับปรุงเวบไซด์โครงการส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการขาดช่วง  และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะติดภารกิจอื่นด้วย  วันที่ 6 -7 ธ.ค. 50 ที่สถาบันกัลยาณ์มีกิจกรรมสร้างเสริมกำลังใจแก่ผู้ให้บริการรุ่น 2   ฉันไม่ว่างไปเพราะติดไปนิเทศกิจกรรมโรงเรียน   คุณบีผู้ช่วยนักวิจัยคนสวย..น่ารัก …เก่ง..และขยัน…(มากกว่าฉันนิดนึง ^^)   ได้กรุณาไปทำหน้าสังเกตการณ์แทน  ส่วนฉันมารับไม้ต่อตอนช่วงครึ่งวันบ่าย   วันที่7  คุณบีได้กรุณาเขียนสรุปรายงานให้  ซึ่งรอการอัพเดพลงเวบ   แต่ฉันไม่เห็นเรื่องหนึ่งคือ กิจกรรมฐาน     ศรีธนญชัย ซึ่งเป็นการสอนให้มองและคิดแก้ไขปัญหาด้วยวิธีต่างๆ  ทำให้เห็นว่าทางออกไม่ได้มีเพียงวิธีการเดียว   คือ เรื่องเล่า “ซุปเปอร์อู๊ดน้อย”  ในวันที่ 7 ช่วงเช้า    ซึ่งหลังจากนิเทศโรงเรียนแถวถนนมิตรไมตรีดินแดงเสร็จ   ก็รีบมากัลยาณ์ทันที  พร้อมกลับเสบียง…กินนมบนรถและกินขนมปังในห้องประชุมเป็นอาหารกลางวัน …(ขอบคุณพี่หมงที่กรุณาตักไอศครีมมาบริการถึงที่ที่เหลือจากอาหารกลางวัน  แม้ฉันจะกัดฟันพูดว่ากินข้าวมาเรียบร้อยแล้วก็ตาม)
         “ซุปเปอร์อู๊ดน้อย” เป็นเรื่องที่วิทยากรประจำฐานคือ คุณพี่ดวงจันทร์ บอกเล่าแก่ฉันด้วยความภาคภูมิใจเมื่อเห็นหน้า    พี่กลัวว่ารุ่นแรกจะไปเล่าเรื่องกระรอกหาทางกลับบ้านทำให้ไม่เกิดความท้าทาย เรื่องราวก็จะซ้ำๆไม่ชวนติดตาม  พี่เดือนเล่าว่าพี่นั่งคิดหาเรื่องอยู่นานนั่งอ่านนั่งหานิทานไทยและเทศแต่ก็ไม่มีที่ถูกใจ  อดหลับอดนอนคิดไปคิดมาจนถึงตีสองจนกระทั่งได้  “ซุปเปอร์อู๊ดน้อย”  มาใช้งานในวันรุ่งขึ้น   ฉันเองคงไม่เล่ารายละเอียด…ถ้าอยากทราบคงต้องไปเข้าฐานกิจกรรมที่กัลยาณ์เอง
         จากหมูน้อยธรรมดาเมื่อเจอภัยอันตรายก็ได้กลายเป็น“ซุปเปอร์อู๊ดน้อย” พยายามหาหนทางหลายอย่างเพื่อให้ตนเองอยู่รอด   “ซุปเปอร์อู๊ดน้อย” […]

นี่เป็นรูปจากหน้าต่างห้องนอนที่บ้าน…
บริเวณรอยต่อลาดกระบังและมีนบุรี
ใครเลยจะคิดว่ากรุงเทพยังทำนา
ตอนเย็นโรงเรียนเลิก
เห็นเด็กๆชั้นประถมเดินเท้ากลับบ้าน
บ้างก็ขี่จักยานกลับ
มองบนท้องฟ้าก็มีเครื่องบิน…ผ่านไปมา
จากสุวรรณภูมิ 
2 ภาพ
ที่แตกต่าง
  หลายคนอยากอยู่ในวิถีเรียบง่าย
แต่หลายคนก็อยากทะยานไปเหมือนเครื่องบิน
 

และแล้วพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการของโครงการและหน่วยงานนำร่องก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ตัวแทนจากหน่วยงานต้นแบบกรุณาสละเวลามาเป็นเกียรติร่วมงานครั้งนี้ กรมราชทัณฑ์นำทีมโดยท่านอธิบดี และกรูณานำเอาเอกสารเกี่ยวกับการทำงานของกรมมาแจกด้วย กรมการพัฒนาชุมชน คุณอรุณที่เคยไปทริปเปิดบ้านรพ.บ้านตากก็มาร่วมงานด้วย และ คุณสารภีจากสนง.ที่ดินสงขลา รองผอ.วรุค แห่งรพ.บ้านตากก็มาด้วย ส่วนหน่วยงานนำร่องทั้ง 4 แห่งผู้ที่จะต้องร่วมฝ่าฟันไปกับโครงการของเรามาโดยครบถ้วนพร้อมเพรียงพร้อมทั้งแสดงความกระตือรือร้นพร้อมที่จะพัฒนา ปรับเปลี่ยน กระบวนทัศน์ อย่างยิ่ง
ช่วงดึกของคืนนั้น เวลาปรามาณ 5 ทุ่มครึ่ง สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เพื่อนคนหนึ่งที่เรียนจริยศาสตร์ ป.โท มหิดลโทรมาหา ปกติเพื่อนคนนี้ไม่ค่อยได้โทรศัพท์คุยกัน เธอคงทนไม่ไหวจริงๆ และรู้ว่าฉันเป็นพวกนอนดึกเพราะว่างงานไม่มีอาชีพประจำเป็นหลักแหล่ง (ฉันเองไม่ได้แสวงหาด้วย เลยจะบอกว่าตกงานก็ไม่เต็มปากเต็มคำ) 
เธอโทรมาเล่าเรื่องที่ทำงานที่เพิ่งเข้าไปทำได้ไม่นานถึงปีให้ฟัง และบอกว่าอยากจะลาออกแล้ว เธอทำงานเป็นลูกจ้างที่หน่วยงานราชการแห่งหนึ่งตั้งอยู่แถบชานเมือง ชื่อหน่วยงานบ่งบอกถึงว่าจะต้องเป็นหน่วยงานที่ทันสมัย ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน พอที่จะเดินทางไปกลับอย่างไม่เหนื่อยนัก
เธอเล่าว่า ทนไม่ไหวกับระบบราชการแล้ว อยากจะออกแล้ว บรรยากาศในที่ทำงานของเธอ ผู้คนเกี่ยงกันทำงาน ทำแบบเฉื่อยชา ขาดความกระตือรือร้น ขาดความคิดสร้างสรรค์  แบ่งพรรคแบ่งพวก เจ้ายศเจ้าอย่างทั้งที่ภูมิความรู้ความสามารถ ก็ไม่ค่อยมี คนที่ตั้งใจทำงานจริงและคอยช่วยเหลือผู้ร่วมงานในแผนกอื่นๆ ถูกมองในแง่ลบ ธุระไม่ใช่ ไม่ใช่หน้าที่ตัวเอง ส่วนผู้บริหารที่เป็นผู้นำองค์กร ก็ไม่นำตามชื่อ เพื่อนๆ ของเธอทยอยออกไปเดือนละคน สองคน แม้แต่หัวหน้าของเธอก็ไม่อยู่แล้วเช่นกัน ยิ่งเจอปัญหาทำไมเป็นราชการต้องจ่ายแพงกว่า และได้ของไม่มีคุณภาพ เด็กใหม่ไฟแรงอย่างเธอก็เลยท้อใจ และบอกฉันว่าดีแล้วที่ฉันยังไม่ทำงาน โดยเฉพาะราชการ
ฉันเล่าเรื่องนี้ให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาท่านหนึ่งฟัง ท่านเองก็เจอปัญหาเช่นนี้ สมัยจบป.โทเริ่มทำงานใหม่ๆเป็นลูกจ้างในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่งเช่นกัน แต่โชคดีที่ว่าท่านมีผู้บริหารที่ดี แต่มีหัวหน้าไม่ค่อยกระตือรือร้น ท่านเองก็เลยทำงานวิ่งตรงเข้าหาผู้บริหาร หากผ่านหัวหน้างานก็จะไม่ค่อยเดิน ทำให้หัวหน้าไม่ค่อยพอใจ ท่านเองไม่สนใจ เพราะอย่างไรเสียงานก็มักโยนให้ท่านทำเองทั้งหมดอยู่แล้ว ท่านทำงานที่นั่นได้ไม่นานก็ไปสอบเข้าบรรจุเป็นข้าราชการหน่วยงานอื่นแทน ท่านว่าระบบราชการไม่ค่อยจะปกป้องและรักษาคนดี คนมีความคิดสร้างสรรค์และขยันตั้งใจทำงาน คนดี คนเก่ง ไม่ถูกใช้งานตามศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่  […]