<?xml version="1.0" encoding="windows-874"?>
<!-- generator="wordpress/2.0.5" -->
<rss version="2.0" 
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>Good Practice Model Blog</title>
	<link>http://www.goodpracticemodel.com/gblog</link>
	<description>โครงการสร้างต้นแบบการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยม</description>
	<pubDate>Sun, 10 Aug 2008 23:17:27 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.0.5</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้วยหลัก 3S+</title>
		<link>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/07/22/aoaanaaoeaadhcneiecaean-3s-2s-eonnaaoiaoaoai/</link>
		<comments>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/07/22/aoaanaaoeaadhcneiecaean-3s-2s-eonnaaoiaoaoai/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Jul 2008 05:34:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Good</dc:creator>
		
		<category>ห้องเรื่องเล่าหน่วยงานนำร่อง</category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/07/22/aoaanaaoeaadhcneiecaean-3s-2s-eonnaaoiaoaoai/</guid>
		<description><![CDATA[สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์  
แผนการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้วยหลัก 3S + 2S คือ มีกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม และมีกิจกรรมเสริม 2 กิจกรรม รายละเอียด ดังนี้
กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย 3 กิจกรรม หรือ 3 S คือ START, SUPPORT, SPIRIT
START การเริ่มต้นด้วยการเปิดมุมมองใหม่ๆ  เป็นกิจกรรมแรกที่สถาบันกัลยาณ์ฯเลือกที่จะทำ โดยเป็นการศึกษาดูงานหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานที่ดี (Best practice) ได้แก่ โรงพยาบาลบ้านตาก จังหวัดตาก และโรงพยาบาลเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นการเปิดกว้างทางความคิด หามุมมองใหม่ๆ เพื่อเป็นข้อมูลใหม่ให้กับตนเอง ในการศึกษาดูงานทั้งสองแห่งนั้น ได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการศึกษาดูงาน กำหนดประเด็นที่ต้องการศึกษา หรือเรียกง่ายๆ ว่า มีการทำบ้านก่อน ระหว่าง และหลังดูงาน ภายใต้แนวคิด ดูแล้วกลับมาทำ กล่าวคือ ก่อนไปศึกษาดูงานบุคลากรที่ไปจะต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานที่จะไป มีการกำหนดประเด็นศึกษา และแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบศึกษาประเด็นที่กำหนดแบบเจาะลึก ระหว่างศึกษาดูงานมีการสรุปและถอดบทเรียนร่วมกันในแต่ละวัน และหลังเสร็จสิ้นศึกษาดูงาน เมื่อกลับมาแล้ว จะต้องมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้ ให้กับบุคลากรที่ไม่ได้ไปศึกษาดูงาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์<img id="image179" height="96" alt="ap_536.jpg" src="http://www.goodpracticemodel.com/gblog/wp-content/uploads/2008/07/ap_536.thumbnail.jpg" align="left" />  </div>
<p><span lang="TH">แผนการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้วยหลัก 3</span>S + 2S <span lang="TH">คือ มีกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม และมีกิจกรรมเสริม 2 กิจกรรม รายละเอียด ดังนี้</span></p>
<p><span lang="TH" /><u><span lang="TH">กิจกรรมหลัก</span></u><span lang="TH"> ประกอบด้วย 3 กิจกรรม หรือ 3 </span>S<span lang="TH"> คือ </span>START, SUPPORT, SPIRIT<br />
<span /><strong>START </strong><strong>การเริ่มต้นด้วยการเปิดมุมมองใหม่ๆ</strong>  เป็นกิจกรรมแรกที่สถาบันกัลยาณ์ฯเลือกที่จะทำ โดยเป็นการศึกษาดูงานหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานที่ดี (Best practice)<span lang="TH"> ได้แก่ โรงพยาบาลบ้านตาก จังหวัดตาก และโรงพยาบาลเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นการเปิดกว้างทางความคิด หามุมมองใหม่ๆ เพื่อเป็นข้อมูลใหม่ให้กับตนเอง ในการศึกษาดูงานทั้งสองแห่งนั้น ได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการศึกษาดูงาน กำหนดประเด็นที่ต้องการศึกษา หรือเรียกง่ายๆ ว่า มีการทำบ้านก่อน ระหว่าง และหลังดูงาน ภายใต้แนวคิด </span><strong><span lang="TH">ดูแล้วกลับมาทำ</span></strong> <span lang="TH">กล่าวคือ ก่อนไปศึกษาดูงานบุคลากรที่ไปจะต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานที่จะไป มีการกำหนดประเด็นศึกษา และแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบศึกษาประเด็นที่กำหนดแบบเจาะลึก ระหว่างศึกษาดูงานมีการสรุปและถอดบทเรียนร่วมกันในแต่ละวัน และหลังเสร็จสิ้นศึกษาดูงาน เมื่อกลับมาแล้ว จะต้องมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้ ให้กับบุคลากรที่ไม่ได้ไปศึกษาดูงาน และขยายผลนำสิ่งที่ได้จากการศึกษาดูงานไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน และองค์กรต่อไป</span></p>
<p><span lang="TH" /><strong><br />
</strong><span lang="TH">แนวคิดหรือที่มาของการทำกิจกรรมนี้คือ ความสำเร็จจากการทำงานมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพ ทำให้บุคลากรเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง แต่ผลจากการพัฒนาองค์กรนั้นทำคนให้รู้สึกเหนื่อยอ่อนล้า ส่งผลให้มองข้าม หรือละเลยติดตามเท่าทันการเปลี่ยนแปลงภายนอก  มองเพียงแค่เฉพาะตนเอง โดยมองสถานการณ์องค์กรปัจจุบันอย่างวางใจ ทำให้ปิดกั้นความคิดรับสิ่งใหม่ๆ หากการพัฒนาคือการไม่หยุดนิ่ง การแสวงหาข้อมูลรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง โดย    ไม่เลือกสถานภาพแหล่งข้อมูลใหญ่เล็ก เพื่อนำเป็นฐานปัญญาวิวัฒน์จึงเป็นสิ่งจำเป็น   </span></p>
<p><strong>SUPPORT </strong><strong>เสริมแรงจูงใจสร้างสุขให้คนทำงาน</strong> <span lang="TH">ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ดังนี้</span><br />
<strong>1) <span lang="TH">การเสริมสร้างพลังใจแก่ผู้ให้บริการ</span></strong><span lang="TH"> ประกอบด้วยกิจกรรมย่อยต่างๆ มีทั้งทำกิจกรรมในห้องประชุมและกลางแจ้ง ซึ่งจัดกิจกรรมภายในสถาบันกัลยาณ์ฯ รูปแบบของกิจกรรมทำในลักษณะของฐาน โดยในแต่ละฐานจะให้สาระความรู้ที่จะช่วยเหลือ สำรวจ และพัฒนาตนเองทั้งทางกาย จิตใจ และสังคม รวมถึงการสร้างสามัคคีรักกันฉันท์พี่น้องของบุคลากร เช่น การใส่บาตรความทุกข์  การวิเคราะห์ตนเอง ค้นหาขุมทรัพย์ในสถาบันฯ กายใจเป็นหนึ่งเดียวด้วยการ        ฝึกโยคะ กิจกรรมฐาน 3 ฐาน (ฐานอารมณ์ดี  ฐานสุขขา&#8230;อยู่หนใด ฐานศรีธนญชัย) และสุดท้ายคือการทำกิจกรรมการสะท้อนกลับ (</span>After  Action Review - AAR<span lang="TH">)  นอกจากนี้ยังจัดให้มีกิจกรรมเทพรักษา (</span>Buddy) <span lang="TH">และค้นหาคนดีศรีกัลยาณ์เพื่อให้กำลังใจชื่นชมคนทำงานดี</span><strong><br />
</strong><span lang="TH"> </span></p>
<p><span lang="TH">แนวคิดหรือที่มาของการทำกิจกรรมนี้คือ จากที่เกริ่นนำข้างต้น บุคลากรเริ่มขาดความสุขและอ่อนล้าในการทำงาน หากนำโครงการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ฯเพิ่มเติมเข้าไปในการทำงานอาจทำให้คนต่อต้าน แต่หากปล่อยไว้เนิ่นนานอาจทำให้การทำงานหย่อนประสิทธิภาพลงได้ จึงต้องรีบเร่งทำอย่างไรให้บุคลากรรู้สึกสดชื่นมีความสุขและสนุกกับงานที่ทำ พร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  </span><br />
<strong> </strong></p>
<p><strong>2) </strong><strong>การรณรงค์ประชาสัมพันธ์</strong> ได้จัดการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ความรู้และข่าวสารเกี่ยวกับโครงการฯ กระตุ้นและเชิญชวนให้บุคลากรภายในสถาบันกัลยาณ์ฯ เข้าร่วมกิจกรรม   นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในสถานที่ทำงานเอื้อต่อการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ โดยผ่านช่องทางและวิธีการต่างๆ ได้แก่ การประชาสัมพันธ์โครงการ ฯ ผ่าน Intranet <span lang="TH">และ </span>Internet <span lang="TH"> และจัดเพิ่มช่องทางการสื่อสารด้วยการใช้ เวบบอร์ด กัลยาณ์บลอค กัลยาณ์วิกิ  กิจกรรมการประกวดโลโก้โครงการฯ การประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย ห้องเรียนรู้และข่าวสาร ต้นไม้กระบวนทัศน์ (รีไซเคิล) โต๊ะอาหาร </span>KM<span lang="TH"> บอร์ดอวยพรวันเกิด ป้ายคติเตือนใจ งานมหกรรมคุณภาพ (</span>CQI<span lang="TH">) เป็นต้น</span></p>
<p><span lang="TH" /><strong><br />
</strong><strong><span /> </strong><strong>SPIRIT<span lang="TH"> สร้างเกราะป้องกันความเสี่ยง</span></strong>  <span lang="TH">เป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของชุมชนนักปฏิบัติการบริหารความเสี่ยง (</span>Community of Practice for Risk Management; CoP- RM)<span lang="TH">   ในกิจกรรมนี้เป็นวิธีการหนึ่งของการจัดการความรู้หรือ </span>KM <span lang="TH">ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนเดิมของสถาบันกัลยาณ์ฯ ที่มีการจัดกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ (</span>CoP) <span lang="TH">โดยนำ </span>KM <span lang="TH">มาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาองค์กร และยังเพิ่มเติมให้บุคลากรของสถาบันกัลยาณ์ฯ โดยจัดให้มีการอบรมเรื่อง </span><span lang="TH">กระบวนทัศน์กับการบริหารความเสี่ยงสำคัญอย่างไร</span><span lang="TH"> กิจกรรมทั้งสองนี้มุ่งหวังให้บุคลากรมีความตระหนักและเห็นความสำคัญของความเสี่ยง และมีการใส่ใจปรับปรุงระบบป้องกัน ความเสี่ยง (รายงานอุบัติการณ์ความเสี่ยง) อยู่ในจิตสำนึกของบุคลากรทุกคน  </span><strong><br />
</strong><span lang="TH">แนวคิดหรือที่มาของการทำกิจกรรมนี้คือ แม้ว่าการทำงานจะมีการจัดการความเสี่ยงโดยการเฝ้าระวังหากเกิดเหตุการณ์ข้อผิดพลาดขึ้น จะมีการบันทึกรายงานอุบัติการณ์ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น แต่บุคลากรส่วนใหญ่ยังมองว่าความเสี่ยงเป็นเรื่องของความผิดพลาดที่ยอมรับไม่ได้  หากเกิดขึ้น บางคนจึงไม่รายงานเพราะกลัวมีผลกระทบกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ และที่สำคัญกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งกลัวว่าจะเป็นการคอยจับผิดหรือกลั่นแกล้ง หากมีการรายงานความผิดพลาดของผู้อื่น แต่ถ้าหากมีระบบจัดการความเสี่ยงที่ดีก็จะมีผลถึงการให้บริการที่ดีด้วย คณะทำงานฯ จึงต้องการปลูกฝังให้บุคลากรของสถาบันกัลยาณ์ฯ มีจิตสำนึกตระหนักในความเสี่ยง และมองความเสี่ยงให้มีความหมายนอกเหนือจากความเสี่ยงทางคลินิกที่คุ้นเคย แต่ให้มองความเสี่ยงอย่างรอบด้าน โดยมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็อาจเป็นความเสี่ยงซึ่งมีผลกระทบต่อการให้บริการได้  </span></p>
<p><span lang="TH" /><br />
<span /><u><span lang="TH"><strong>กิจกรรมเสริม</strong></span></u><span lang="TH"> ประกอบด้วย 2 กิจกรรม หรือ 2</span>S<span lang="TH"> คือ </span>SURVEY, next STEP</p>
<p><strong>SURVEY</strong><strong> สำรวจการดำเนินกิจกรรม</strong> คือ คณะทำงานฯ มีการประชุมวางแผน ทบทวน และคอยติดตามการดำเนินกิจกรรม ร่วมกับที่ปรึกษาเป็นระยะ และปรับปรุงการดำเนินกิจกรรมให้เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้วงจรเดมมิ่ง คือ Plan Do Check Act <span lang="TH">ในการสำรวจและตรวจสอบการดำเนินกิจกรรมของโครงการฯ </span></p>
<p><strong>next STEP <span lang="TH">สร้างผลงานต่อยอด</span></strong><span lang="TH"> ในส่วนนี้เป็นส่วนที่คณะทำงานฯ ไม่ได้กำหนดให้เป็นกิจกรรมของโครงการฯ แต่เนื่องจากผลจากการทำกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรมนั้น ก่อให้เกิดเป็นผลงานต่อยอดขึ้น ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือเพื่อสร้างความยั่งยืนแก่โครงการฯ  โดยบุคลากรของสถาบันกัลยาณ์ฯ ได้มีการริเริ่มต่อยอดสร้างสรรค์พัฒนาการทำงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงานด้วยตนเอง (ขอขอบคุณผู้อำนวยการ ที่เปิดกว้างให้กับบุคลากรในการคิดและทำกิจกรรม ตลอดจนยังให้การสนับสนุนในทุกด้าน) ตัวอย่าง </span><span lang="TH">หลังการกลับจากดูงานโรงพยาบาลบ้านตาก บุคลากรของสถาบันกัลยาณ์ฯ ร่วมมือกันช่วยจัดทำ สวนสวรรค์กัลยาณ์ (สวนน้ำตก) ต้นไม้พูดได้ (เป็นคติสอนใจติดที่ต้นไม้) ในองค์กรจิตวิทยา มีการจัดระบบเก็บเอกสารและหนังสือใหม่  </span><strong><br />
</strong><span lang="TH">หลังการกลับจากดูงานโรงพยาบาลเสาไห้ ได้มีการรวมกลุ่มจิตอาสาสอนผู้ป่วยนอกออกกำลังกายและสุขศึกษา  </span><strong><br />
</strong><span lang="TH">นอกจากนี้ยังกิจกรรมอีกหลากหลายความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งไม่อาจแยกแยะได้ว่ามีผลมากจากกิจกรรมหลักใด ที่สร้างเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์บ้าง ซึ่งแต่ละหน่วยงาน / ตึกผู้ป่วยใน จะมีการพัฒนาคุณภาพของหน่วยงานตนเอง (เป็นผลมาจากการมีแกนนำในหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเป็นการขยายเครือข่ายของโครงการฯ) เช่น หน่วยงานซ่อมบำรุง มีการรับประกันงานซ่อมและติดตามงานพร้อมกับการบริการหลังการซ่อม ตึกมัชฌิมา มีการจัดบอร์ดให้ความรู้ผู้ป่วย ปรับภูมิทัศน์จัดสวนกล้วยไม้ซึ่งมีผู้ป่วยให้การสนับสนุน จัด </span>Mini  OD<span lang="TH"> ปรับแผนการจำหน่ายผู้ป่วยโดยใช้ </span>D  Method model<span lang="TH"> กลุ่มการพยาบาลจัดกิจกรรมหน้าบ้านหน้ามอง ตึกนิติรักษ์ จัดกิจกรรมถนนสวยด้วยมือเราซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วม กิจกรรม 5 ส. การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (แยกขยะรีไซเคิลไปขาย) การเสริมสร้างขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่และผู้ป่วย กลุ่มรีไซเคิลจัดทำกระถางต้นไม้รีไซเคิลใช้ในสถาบันกัลยาณ์ฯ เป็นต้น </span><strong><br />
</strong>
</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/07/22/aoaanaaoeaadhcneiecaean-3s-2s-eonnaaoiaoaoai/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>มัชฌิมากับการปรับเปลี่ยนหลังดูงาน</title>
		<link>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/19/anoaonoaanaaoeaeanuo/</link>
		<comments>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/19/anoaonoaanaaoeaeanuo/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 May 2008 14:31:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Good</dc:creator>
		
		<category>ห้องเรื่องเล่าหน่วยงานนำร่อง</category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/19/anoaonoaanaaoeaeanuo/</guid>
		<description><![CDATA[มัชฌิมากับการปรับเปลี่ยนหลังดูงาน
ดวงจันทร์  บัวคลี่* 
สิ่งโดดเด่นที่เห็น คือ ผู้บริหารของโรงพยาบาลบ้านตากที่มีวิธีบริหาร โดยให้บุคลากรทุกคนมีส่วนร่วม รู้สึกเป็นเจ้าของและไม่เกิดการต่อว่ากันภายหลัง เช่น การขยาย ปรับปรุงห้องนวดคลายเครียดที่โรงพยาบาลบ้านตาก เขาให้ทุกคนขององค์กรมีส่วนช่วยคิดทั้งเรื่องสถานที่ การตกแต่งห้อง   ตึกมัชฌิมาได้นำแนวคิดดังกล่าวกลับมาให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของตึก จนเกิดการพัฒนากระบวนการทำงานขึ้น ปัจจุบันทุกคนให้ความสำคัญกับการทำงานที่มุ่งเน้นความสุข การเกิดบรรยากาศที่ดีในการทำงาน และการเข้าไปมีส่วนร่วมในการคิดการทำกิจกรรม ดังนี้
&#244; ปรับเปลี่ยนอาหารว่างของผู้ป่วยจากเวลา ๑๐.๐๐น.เป็นเวลา ๑๔.๐๐ เนื่องจาก
ในช่วงเช้ามื้ออาหารเวลาใกล้เคียงมากไป (๗.๐๐น รับประทานอาหารเช้า - ๙.๐๐น.เบิกคูปองไปร้านค้า-๑๐.๓๐น.รับประทานอาหารว่าง-๑๒.๐๐น.รับประทานอาหารกลางวัน)
&#244; ปรับห้องชั้นบนให้เป็นห้องพักผ่อนของผู้ป่วย ดูโทรทัศน์ และสวดมนต์ก่อนนอน 
เนื่องจากเดิมชั้นบนไม่มีห้องพักผ่อน  ผู้ป่วยมักมีคำร้องเรียนไม่ต้องการขึ้นชั้นบนเร็ว
&#244; รับห้องกิจกรรมเดิมให้เป็นห้องพักผ่อนของผู้ป่วยและห้องทำกลุ่ม โดยให้เปิดห้องไว้
ตลอดเวลา  ( เดิมเป็นห้องทำกลุ่มและปิดไว้ตลอด)
&#244; ปรับปรุงห้องทำการพยาบาลในห้องทำการพยาบาลเดิม โดยนำเตียงฉีดยามาวาง
พร้อมนำอุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนชีพทุกชนิดไปไว้ด้วยกัน เพื่อความสะดวกในการทำการพยาบาล
&#244; ปรับสถานที่ญาติเยี่ยมให้อยู่ในสายตา  เพื่อป้องกันผู้ป่วยให้ปลอดภัยจากบุหรี่ หรือ
สารเสพติด  รวมทั้งการแอบโทรศัพท์ติดต่อญาติ
&#244; วางแผนการจำหน่ายผู้ป่วยโดยใช้รูปแบบ  D-METHOD  MODEL
&#244; ปรับภูมิทัศน์ของตึก โดยจัดมุมสวนกล้วยไม้ด้านข้างตึก
&#244; พัฒนากิจกรรม 5 ส  อย่างต่อเนื่อง
&#244; จัดโครงการ Mini-OD  นอกสถานที่เพื่อเชื่อมความสามัคคีและผ่อนคลาย 
&#244;ร่วมโครงการหน้าบ้านน่าอยู่น่ามองของกลุ่มการพยาบาล  ร่วมกิจกรรมวันรักษ์
องค์กร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span lang="TH">มัชฌิมากับการปรับเปลี่ยนหลังดูงาน</span></strong></p>
<p><strong><font face="Times New Roman"><strong><span lang="TH">ดวงจันทร์  บัวคลี่</span><a name="_ftnref1"></a><span lang="TH">*</span><strong><font face="Times New Roman"> </font></strong></strong></font></strong></p>
<p><font face="Times New Roman"><span lang="TH">สิ่งโดดเด่นที่เห็น คือ ผู้บริหารของโรงพยาบาลบ้านตากที่มีวิธีบริหาร โดยให้บุคลากรทุกคนมีส่วนร่วม รู้สึกเป็นเจ้าของและไม่เกิดการต่อว่ากันภายหลัง เช่น การขยาย ปรับปรุงห้องนวดคลายเครียดที่โรงพยาบาลบ้านตาก เขาให้ทุกคนขององค์กรมีส่วนช่วยคิดทั้งเรื่องสถานที่ การตกแต่งห้อง   ตึกมัชฌิมาได้นำแนวคิดดังกล่าวกลับมาให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของตึก จนเกิดการพัฒนากระบวนการทำงานขึ้น ปัจจุบันทุกคนให้ความสำคัญกับการทำงานที่มุ่งเน้นความสุข การเกิดบรรยากาศที่ดีในการทำงาน และการเข้าไปมีส่วนร่วมในการคิดการทำกิจกรรม ดังนี้</span><br />
&ocirc;<span lang="TH"> ปรับเปลี่ยนอาหารว่างของผู้ป่วยจากเวลา ๑๐.๐๐น.เป็นเวลา ๑๔.๐๐ เนื่องจาก</span><br />
<span lang="TH">ในช่วงเช้ามื้ออาหารเวลาใกล้เคียงมากไป (๗.๐๐น รับประทานอาหารเช้า - ๙.๐๐น.เบิกคูปองไปร้านค้า-๑๐.๓๐น.รับประทานอาหารว่าง-๑๒.๐๐น.รับประทานอาหารกลางวัน)</span><br />
&ocirc;<font face="Times New Roman"> </font><span lang="TH">ปรับห้องชั้นบนให้เป็นห้องพักผ่อนของผู้ป่วย ดูโทรทัศน์ และสวดมนต์ก่อนนอน </span><br />
<span lang="TH">เนื่องจากเดิมชั้นบนไม่มีห้องพักผ่อน  ผู้ป่วยมักมีคำร้องเรียนไม่ต้องการขึ้นชั้นบนเร็ว</span><br />
&ocirc;<span lang="TH"> รับห้องกิจกรรมเดิมให้เป็นห้องพักผ่อนของผู้ป่วยและห้องทำกลุ่ม โดยให้เปิดห้องไว้</span><br />
<span lang="TH">ตลอดเวลา  ( เดิมเป็นห้องทำกลุ่มและปิดไว้ตลอด)</span><br />
&ocirc;<span lang="TH"> ปรับปรุงห้องทำการพยาบาลในห้องทำการพยาบาลเดิม โดยนำเตียงฉีดยามาวาง</span><br />
<span lang="TH">พร้อมนำอุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนชีพทุกชนิดไปไว้ด้วยกัน เพื่อความสะดวกในการทำการพยาบาล</span><br />
&ocirc;<span lang="TH"> ปรับสถานที่ญาติเยี่ยมให้อยู่ในสายตา  เพื่อป้องกันผู้ป่วยให้ปลอดภัยจากบุหรี่ หรือ</span><br />
<span lang="TH">สารเสพติด  รวมทั้งการแอบโทรศัพท์ติดต่อญาติ</span><br />
&ocirc;<span lang="TH"> วางแผนการจำหน่ายผู้ป่วยโดยใช้รูปแบบ  </span>D-METHOD  MODEL<br />
&ocirc; <span lang="TH">ปรับภูมิทัศน์ของตึก โดยจัดมุมสวนกล้วยไม้ด้านข้างตึก</span><br />
&ocirc; <span lang="TH">พัฒนากิจกรรม 5 ส  อย่างต่อเนื่อง<br />
</span>&ocirc;<span lang="TH"> จัดโครงการ </span>Mini-OD  <span lang="TH">นอกสถานที่เพื่อเชื่อมความสามัคคีและผ่อนคลาย</span><span lang="TH"> </span><br />
&ocirc;<span lang="TH">ร่วมโครงการหน้าบ้านน่าอยู่น่ามองของกลุ่มการพยาบาล  ร่วมกิจกรรมวันรักษ์</span><br />
<span lang="TH">องค์กร ร่วมโครงการเสริมสร้างพลังใจฯ</span><br />
<span lang="TH">จากการเข้าร่วมกิจกรรมบุคลากรกลับมาเล่าให้ฟังว่ามีความสุข ความภาคภูมิใจ ทำให้</span><br />
<span lang="TH">เรารู้จักตัวตนในการทำงาน  มองหาความรู้ใกล้ตัวมาใช้  ทุกคนต่างได้แสดงศักยภาพและยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน  </span><br />
<span lang="TH">  </span><font face="Times New Roman"><font face="Times New Roman"> </font></font></font><font face="Times New Roman"><font face="Times New Roman"><font face="Times New Roman" /></font><font face="Times New Roman"><font face="Times New Roman"><font face="Times New Roman"> </font></font></font></font><font face="Times New Roman"><font face="Times New Roman"><font face="Times New Roman"><font face="Times New Roman" /></font><font face="Times New Roman"><font face="Times New Roman"><font face="Times New Roman" /></font></font></font><font face="Times New Roman"><font face="Times New Roman"><font face="Times New Roman"><font face="Times New Roman"> <hr align="left" width="33%" size="1" />  </p>
<p>    <a name="_ftn1"></a>*<font face="Times New Roman" size="2"> </font><span lang="TH"> ตึกมัชฌิมา  สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์</span></p>
<div>ที่มา :  ดวงจันทร์  บัวคลี่. (2551).  มัชฌิมากับการปรับเปลี่ยนหลังดูงาน.  ในส่วนเติมเต็ม <u>งานดี ชีวิตดี สังคมดี  การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารความเสี่ยงเพื่อการบริการที่เป็นเลิศ</u>. (ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ และ วิริณธิ์ กิตติพิชัย, บรรณาธิการ). กรุงเทพ ฯ : สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต.</div>
<p> </p>
<p></font></font></font> </p>
<p></font></font>
</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/19/anoaonoaanaaoeaeanuo/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ความในใจที่  &#8230;&#8230; อยากบอก</title>
		<link>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/17/coaaaoe-iaoi/</link>
		<comments>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/17/coaaaoe-iaoi/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 May 2008 14:59:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Good</dc:creator>
		
		<category>ห้องเรื่องเล่าหน่วยงานนำร่อง</category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/17/coaaaoe-iaoi/</guid>
		<description><![CDATA[ความในใจที่  &#8230;&#8230; อยากบอก  
ทองพูน   ปินทะนา*

          จากการที่ได้มีโครงการปรับกระบวนทัศน์  วัฒนธรรม  และค่านิยมโดย สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ได้ถูกเลือกให้เป็นหน่วยงานนำร่องของกรมสุขภาพจิต   ถือเป็นการให้โอกาสและเป็นการสร้างบทเรียนอีกบทเรียนหนึ่ง ในช่วงแรกๆ เกิดความงุนงง  สงสัย  การปรับกระบวนทัศน์ฯ คืออะไร ซึ่งก็มีคนให้ความรู้  อธิบายให้ฟัง ก็ยังงงๆ  ได้ศึกษาดูงานจากหน่วยงานอื่น  ก็เลยถึงบางอ้อ&#8230;สรุปง่ายๆ ก็คือ  ให้เรา พัฒนา / ปรับตัวเอง ไม่ว่าจะด้าน ความคิด  การกระทำ  คำพูด  คิดดี   ทำดี   พูดดี         เพื่อให้เกิดการทำงานที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับบ้านเมือง  เช่นเดียวกับ  Core   Value  ที่สถาบันฯ กำหนดไว้ให้บุคลากรใช้เป็นหลักในการทำงาน     มุ่งมั่น  จัดแนวคิด  จิตพัฒนา  เน้นลูกค้า  ผ่านระบบ  ครบทีม   เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องนำมาใช้ เพื่อให้งานมีคุณภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้ใช้บริการ  ผู้ให้บริการ องค์กร  และยังส่งผลถึงประเทศชาติด้วย   สิ่งเหล่านี้จะเกิดเกิดขึ้นได้  คงต้องมีปัจจัยขั้นพื้นฐานหลายๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span lang="TH">ความในใจที่  &#8230;&#8230; อยากบอก</span></strong>  </p>
<p align="right"><span lang="TH"><strong>ทองพูน   ปินทะนา*</strong></span></p>
<p><span lang="TH" /><span lang="TH" /><span lang="TH" /><span lang="TH" /><span lang="TH"></p>
<p align="left"><strong><span /></strong><span lang="TH">          จากการที่ได้มีโครงการปรับกระบวนทัศน์  วัฒนธรรม  และค่านิยมโดย สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ได้ถูกเลือกให้เป็นหน่วยงานนำร่องของกรมสุขภาพจิต   ถือเป็นการให้โอกาสและเป็นการสร้างบทเรียนอีกบทเรียนหนึ่ง ในช่วงแรกๆ เกิดความงุนงง  สงสัย  การปรับกระบวนทัศน์ฯ คืออะไร ซึ่งก็มีคนให้ความรู้  อธิบายให้ฟัง ก็ยังงงๆ  ได้ศึกษาดูงานจากหน่วยงานอื่น  ก็เลยถึงบางอ้อ&#8230;สรุปง่ายๆ ก็คือ  ให้เรา พัฒนา / ปรับตัวเอง ไม่ว่าจะด้าน ความคิด  การกระทำ  คำพูด </span> <span lang="TH">คิดดี   ทำดี   พูดดี  </span>  <span lang="TH">     เพื่อให้เกิดการทำงานที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับบ้านเมือง  เช่นเดียวกับ  </span>Core   Value  <span lang="TH">ที่สถาบันฯ กำหนดไว้ให้บุคลากรใช้เป็นหลักในการทำงาน   </span>  <span lang="TH">มุ่งมั่น  จัดแนวคิด  จิตพัฒนา  เน้นลูกค้า  ผ่านระบบ  ครบทีม </span>  <span lang="TH">เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องนำมาใช้ เพื่อให้งานมีคุณภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้ใช้บริการ</span>  <span lang="TH">ผู้ให้บริการ องค์กร  และยังส่งผลถึงประเทศชาติด้วย   สิ่งเหล่านี้จะเกิดเกิดขึ้นได้  คงต้องมีปัจจัยขั้นพื้นฐานหลายๆ อย่าง นั่นคือ <strong>บรรยากาศการทำงานที่มีความสุข  มีความรัก  สามัคคี   เอื้ออาทร  มีการทำงานเป็นทีม   ช่วยเหลือกันและกัน  ร่วมแรงร่วมใจ  การได้ใจซึ่งกันและกัน  และให้กำลังใจกัน  สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนและทุกหน่วยงานปรารถนาที่อยากจะมี  อยากจะได้  เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก  แต่ก็ไม่ง่าย </strong>การทำงานเป็นทีม เป็นหนึ่งใน </span>Core   Value  <span lang="TH">ของสถาบันฯ   การสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง  บางครั้งเป็นสิ่งที่ยากและท้าทาย  หากเรามีการเปิดกว้าง  สร้างและให้โอกาสทุกคนได้มีส่วน ร่วมคิด  ร่วมทำ  ร่วมรับรู้   ร่วมตัดสินใจ  และ ร่วมรับผิดชอบ  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น  คือ  ทุกคนเกิดการเรียนรู้   เกิดความคิด  ผลงานและนวัตกรรมที่สร้างสรรค์  จากการที่ตึกนิติรักษ์ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของสถาบันฯ  ได้ให้บุคลากรเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของสถาบันฯ  และหน่วยงานก็ได้นำโครงการฯ นี้มาจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในหน่วยงานเอง  และได้นำหลักการดังกล่าวข้างต้นมาใช้  ผลลัพธ์ที่ได้ ทำให้คนเกิดการพัฒนาตนเอง และ พัฒนางาน  แต่ละคนเกิดความคิดกระฉูด (ด้านดีๆ ) เกิดกิจกรรมต่างๆ หลายกิจกรรม  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมคิดอยากจะทำ  ทำแล้ว ทุกคนมีความสุข  ทำด้วยใจ  มีความภาคภูมิใจกับผลงานของทีม   เกิดความสำเร็จของงาน   </span><span lang="TH">กิจกรรมที่ดำเนินการ มี</span><span lang="TH">ดังนี้<strong>  </strong></span><br />
          -  <span lang="TH">ปลูกต้นแก้วมังกร</span><br />
<span lang="TH">          -  ปลูกพืชผักสวนครัว</span><br />
<span lang="TH">          -  ถนนสวย&#8230;ด้วยมือเรา   ( ปลูก ดอกไม้  )</span><br />
<span lang="TH">          -  ต้นไม้งาม   กระถางสวย</span><br />
<span lang="TH">          -  ห้องผ่อนกาย..คลายทุกข์</span><font face="Times New Roman">  </font><span lang="TH">(  ห้องสุขา )<br />
</span><span lang="TH">          </span><span lang="TH">-  กิจกรรม  5  ส.</span><br />
<span lang="TH">          -  ปรับภูมิทัศน์หน้าตึกนิติรักษ์   ตบแต่งต้นไม้ให้ดูสวยงาม   และไม่เกิดความเสี่ยง</span><br />
<strong>          -  </strong><span lang="TH">การแปรสินทรัพย์ .. เป็นทุน  ( แยก ขยะ </span>Recycle <span lang="TH">  นำไปขาย )</span><br />
          -<span lang="TH"> การเสริมสร้างขวัญและกำลังใจผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ตึกนิติรักษ์<br />
</span><strong><span lang="TH"> </span></strong></p>
<p align="center"><strong><span lang="TH" /></strong><strong><span lang="TH">&#8230;ขอบคุณ..ทีมงานที่ยอดเยี่ยม.</span></strong><span lang="TH"><br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</span></p>
<p>*ตึกนิติรักษ์ สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์</p>
<p></span><font face="Angsana New"><strong>ที่มา </strong>:  ทองพูน ปินทะนา. (2551).  <strong>ความในใจที่&#8230;..อยากบอก  </strong>ในส่วนเติมเต็ม <u>งานดี ชีวิตดี สังคมดี  การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารความเสี่ยงเพื่อการบริการที่เป็นเลิศ</u>. (ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ และ วิริณธิ์ กิตติพิชัย, บรรณาธิการ). กรุงเทพ ฯ : สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต.</font><font face="Angsana New" /><font face="Angsana New"> </p>
<p></font> 
</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/17/coaaaoe-iaoi/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>คิดอย่างไร&#8230;กับจิตอาสา</title>
		<link>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/14/oiaeoaanouioeo/</link>
		<comments>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/14/oiaeoaanouioeo/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 May 2008 03:39:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Good</dc:creator>
		
		<category>ห้องเรื่องเล่าหน่วยงานนำร่อง</category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/14/oiaeoaanouioeo/</guid>
		<description><![CDATA[คิดอย่างไร&#8230;กับจิตอาสา
โดย สุภาพ เชาวแก้ว*

คิดอย่างไรที่ทำจิตอาสากับญาติและผู้ป่วยที่มารับบริการในช่วงเช้าก่อนเวลางาน ได้มาจาก Expectation ของผู้ที่มารับบริการสถาบันฯ  ร่วมกับการได้รับรู้ถึงประโยชน์จากการส่งเสริมสุขภาพจิตตนเองให้มีความสุขในการดำเนินชีวิตประจำวันที่ต้องดูแลเหมือนกับสุขภาพกาย และจำเป็นต้องมีการออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ  ที่ทำเพราะ&#8230;ใจอยากทำเพื่อญาติและผู้ป่วย
อยากสื่อให้พวกเค้าได้รู้ &#8230;ถ้าสุขภาพจิตเราได้รับการดูแลให้เข้มแข็งสุขภาพกายก็พลอยดีไปด้วย  เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพจิตที่จะเกิดตามมา เราควรต้องรู้การควบคุมอารมณ์ตัวเอง ตามทันอารมณ์ตัวเอง  สะสมไมตรี   ไม่หนีอุปสรรค  รู้จักฝึกใจ  ใฝ่เสริมคุณค่า   หาความสงบสุข   ทั้ง ๖ ข้อคือคำตอบที่ให้กับทุกๆ  คน  ขณะให้คำแนะนำก็จะให้ sheet กลับไปเตือนใจที่บ้าน บางคนขอไปอ่านออกอากาศในชุมชน  บางคนขอไปฝากเพื่อนบ้านด้วย  ก็ทำให้รู้สึกเป็นสุขที่ได้ทำ  ส่วนเรื่องภาวะวิกฤตกังวล เราให้เพราะอยากทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีขึ้น  และต้องการทำให้รู้จักวิธีคิดหรือประเมินตัวเองได้ว่าควรปรึกษาแพทย์หรือยัง   
ภาวะซึมเศร้า   อารมณ์แปรปรวน และโรคจิตเภท เป็นโรคที่พบมากในผู้ป่วยของสถาบันกัลยาณ์ฯ   เรามีโอกาสก็อยากจะช่วยทำให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจถึงสภาวะโรคได้ดีขึ้น และเห็นความสำคัญของการรับประทานยาต่อเนื่องไม่หยุดยาเอง จนกว่าคุณหมอจะสั่งหยุด  จะได้ช่วยให้ผู้ป่วยไม่กลับมาอยู่โรงพยาบาลซ้ำ 
ทุกวันที่ไปพูดคุยเล่าให้ผู้รับบริการนั้น พบว่าเขาจะตั้งใจฟังมากและพยายามสอบถามข้อข้องใจ ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือญาติและผู้ป่วย  หากเกษียณไปแล้วถ้ามีโอกาสก็ยังอยากทำอะไรดีๆให้กับสังคม
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;
* งานพยาบาลจิตเวชชุมชน สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์

ที่มา :  สุภาพ เชาวแก้ว. (2551).  คิดอย่างไร&#8230;..กับจิอาสา  ในส่วนเติมเต็ม งานดี ชีวิตดี สังคมดี  การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารความเสี่ยงเพื่อการบริการที่เป็นเลิศ. (ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ และ วิริณธิ์ กิตติพิชัย, บรรณาธิการ). กรุงเทพ ฯ : สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span lang="TH">คิดอย่างไร&#8230;กับจิตอาสา</span></strong><strong><br />
</strong><strong><span /></strong><strong><span lang="TH">โดย สุภาพ เชาวแก้ว*</span></strong></p>
<p><strong><span lang="TH"><br />
</span></strong><strong><span /></strong><span lang="TH">คิดอย่างไรที่ทำจิตอาสากับญาติและผู้ป่วยที่มารับบริการในช่วงเช้าก่อนเวลางาน</span><span lang="TH"> ได้มาจาก </span>Expectation <span lang="TH">ของผู้ที่มารับบริการสถาบันฯ  ร่วมกับการได้รับรู้ถึงประโยชน์จากการส่งเสริมสุขภาพจิตตนเองให้มีความสุขในการดำเนินชีวิตประจำวันที่ต้องดูแลเหมือนกับสุขภาพกาย และจำเป็นต้องมีการออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ  <strong>ที่ทำเพราะ&#8230;ใจอยากทำเพื่อญาติและผู้ป่วย</strong></span><strong><br />
</strong><span lang="TH">อยากสื่อให้พวกเค้าได้รู้ &#8230;ถ้าสุขภาพจิตเราได้รับการดูแลให้เข้มแข็งสุขภาพกายก็พลอยดีไปด้วย  <strong>เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพจิตที่จะเกิดตามมา เราควรต้องรู้การควบคุมอารมณ์ตัวเอง ตามทันอารมณ์ตัวเอง  สะสมไมตรี   ไม่หนีอุปสรรค  รู้จักฝึกใจ  ใฝ่เสริมคุณค่า   หาความสงบสุข</strong>   ทั้ง ๖ ข้อคือคำตอบที่ให้กับทุกๆ  คน  ขณะให้คำแนะนำก็จะให้ </span>sheet <span lang="TH">กลับไปเตือนใจที่บ้าน บางคนขอไปอ่านออกอากาศในชุมชน  บางคนขอไปฝากเพื่อนบ้านด้วย  ก็ทำให้รู้สึกเป็นสุขที่ได้ทำ  ส่วนเรื่องภาวะวิกฤตกังวล เราให้เพราะอยากทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีขึ้น  และต้องการทำให้รู้จักวิธีคิดหรือประเมินตัวเองได้ว่าควรปรึกษาแพทย์หรือยัง   </span><br />
<span lang="TH">ภาวะซึมเศร้า   อารมณ์แปรปรวน และโรคจิตเภท เป็นโรคที่พบมากในผู้ป่วยของสถาบันกัลยาณ์ฯ   เรามีโอกาสก็อยากจะช่วยทำให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจถึงสภาวะโรคได้ดีขึ้น และเห็นความสำคัญของการรับประทานยาต่อเนื่องไม่หยุดยาเอง จนกว่าคุณหมอจะสั่งหยุด  จะได้ช่วยให้ผู้ป่วยไม่กลับมาอยู่โรงพยาบาลซ้ำ <br />
</span><span lang="TH">ทุกวันที่ไปพูดคุยเล่าให้ผู้รับบริการนั้น พบว่าเขาจะตั้งใจฟังมากและพยายามสอบถามข้อข้องใจ ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือญาติและผู้ป่วย  หากเกษียณไปแล้วถ้ามีโอกาสก็ยังอยากทำอะไรดีๆให้กับสังคม</span><br />
<span /><span lang="TH">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</span><br />
<span lang="TH">* งานพยาบาลจิตเวชชุมชน สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์<br />
</span></p>
<div><strong>ที่มา </strong>:  สุภาพ เชาวแก้ว. (2551).  <strong>คิดอย่างไร&#8230;..กับจิอาสา  </strong>ในส่วนเติมเต็ม <u>งานดี ชีวิตดี สังคมดี  การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารความเสี่ยงเพื่อการบริการที่เป็นเลิศ</u>. (ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ และ วิริณธิ์ กิตติพิชัย, บรรณาธิการ). กรุงเทพ ฯ : สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต.</div>
<p> 
</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/14/oiaeoaanouioeo/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สรรสาระ&#8230;&#8230;&#8230;จากซ่อมบำรุง</title>
		<link>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/06/eaaeoadhoeiaoao/</link>
		<comments>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/06/eaaeoadhoeiaoao/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 May 2008 08:05:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>yuvayong</dc:creator>
		
		<category>ห้องเรื่องเล่าหน่วยงานนำร่อง</category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/06/eaaeoadhoeiaoao/</guid>
		<description><![CDATA[สรรสาระ&#8230;&#8230;&#8230;จากซ่อมบำรุง    
                                                                                    วีระศักดิ์   อำคา*
          ซ่อมอะไร&#8230;.ก็ซ่อมได้  น่าจะเป็นสโลแกนของฝ่ายช่างพี่น้องที่ทำหน้าที่ในการซ่อมบำรุงรักษาทุกอย่างภายในสถาบันแห่งนี้  ความรู้สึกที่ดูเหมือนกับว่าตนเองเป็นผู้ปฏิบัติอีกระดับ  คล้ายๆระดับรากหญ้าที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมรับเพราะมักจะยอมรับเฉพาะองค์กรวิชาชีพ&#8230;&#8230; อะไรประมาณนั้น&#8230;.
ในช่วงเวลาทำงานหลายครั้งที่ท่านจะเห็นช่างเดินถืออุปกรณ์ที่เป็นเครื่องมือซ่อมเข้าไปในหน่วยต่างๆ คนระดับรากหญ้าในสถาบันแห่งนี้จะรู้สึกเหมือนกันกันว่า ๆ  บางคนก็ทำงานจนเหงื่อท่วม  ดูเหมือนเป็นภาพที่ชินตาของผู้ใช้บริการ   จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่าเขาคิดอะไร ?   คิดว่า&#8230;เขาไม่ใช่คนสำคัญ  แต่จริงๆแล้วบุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่สั่งสมประสบการณ์และมีความคิดดีๆ มากมาย  เพียงแต่ต้องรออะไรบางอย่างที่จะมาทำให้เขาเปิดใจได้เท่านั้น   อะไรบางอย่างนั้น  คือ&#8230;.การรับฟัง  ความรัก  ความเอื้ออาทร  มิตรไมตรีจากพวกเราชาวสถาบันกัลยาณ์ฯ   
จากการที่เรามีโอกาสได้สัมผัสกับคนกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดเพราะพึ่งได้เข้ามาทำงานร่วมกันในระยะสั้นๆ  เรามองเห็นคุณค่าในตัวเขาและความรู้ที่ถูกสั่งสมจากประสบการณ์เป็นเวลานาน วันหนึ่งเราก็สามารถดึงออกมาใช้ประโยชน์กับองค์กรได้ในเรื่องของการบริการอย่างมีคุณภาพ  โดยใช้แนวความคิดในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์  วัฒนธรรม  ค่านิยมในการทำงานเข้ามา 
&#8230;ทุกเช้าเรามีการมานั่งพูดคุยกันในเรื่องของการทำงานของเมื่อวานที่ผ่านมาว่า  ใครเจอปัญหาอะไรบ้างเราจะแก้ปัญหาอย่างไรกับใบงานที่เขาส่งมา   ใครมีปัญหา ทำอะไรไม่ได้บ้าง  อุปกรณ์อะไรไม่พอ  จากตรงนี้วันต่อ ๆ มา เราพบว่าการคุยกันตอนเช้าไม่ใช่เรื่องธรรมดาซะแล้ว    เพราะ&#8230;&#8230;วันหนึ่งเขาถามกันว่าทำไมคนนี้ซ่อมโถส้วมแล้วใช้น๊าน นานจึงพัง  ทำไมคนนี้ซ่อมแล้ว 1 อาทิตย์ก็หลุดออกมา 
จากวันนั้นก็มีการเล่าถึงวิธีการซ่อมของแต่ละคนแล้วแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน  เพื่อนำไปเป็นข้อมูลความรู้ในการซ่อมครั้งต่อไป  และเพื่อให้ได้มาตรฐานเราจึงมีการรับประกันคุณภาพการซ่อมนี่เป็นวิธีการทำงานใหม่ของฝ่ายช่าง  ซึ่งแต่ก่อนเมื่อได้ใบส่งซ่อมต่างคนต่างไปซ่อมตามบทบาทหน้าที่ หรือในกรณีผู้ใช้บริการเขียนใบส่งซ่อมข้อมูลไม่ชัดเจนก็จะให้รอไปก่อน  ปัจจุบันกรณีใบแจ้งซ่อมผู้ใช้บริการเขียนข้อมูลไม่ชัดเจน  จะมีการโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ใช้บริการ  ถ้าผู้ใช้บริการให้ข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้เนื่องจากไม่รู้ช่างละลงไปดูที่หน้างานแล้ววิเคราะห์หาสาเหตุของการชำรุดหรือเสียหายของวัสดุ/อุปกรณ์ว่าเกิดจากอะไร  หรือเกิดจากการใช้งานผิดประเภทก็จะแจ้งข้อมูลให้กับผู้ใช้บริการทราบทันที่ว่าซ่อมได้หรือต้องรอเนื่องจากอะไร     เดี๋ยวนี้เราได้รับคำชมเชยบ่อย ๆ เรื่องไปซ่อมเร็ว สัมพันธภาพดี   มีการอธิบายวิธีการใช้การดูแล  
ใครที่เป็นคนช่างสังเกตก็จะพบว่าช่วงหลัง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สรรสาระ&#8230;&#8230;&#8230;จากซ่อมบำรุง    </strong></p>
<p><strong>                                                                         </strong><strong>           </strong>วีระศักดิ์   อำคา*<br />
<strong>          ซ่อมอะไร&#8230;.ก็ซ่อมได้</strong>  น่าจะเป็นสโลแกนของฝ่ายช่างพี่น้องที่ทำหน้าที่ในการซ่อมบำรุงรักษาทุกอย่างภายในสถาบันแห่งนี้  ความรู้สึกที่ดูเหมือนกับว่าตนเองเป็นผู้ปฏิบัติอีกระดับ  คล้ายๆระดับรากหญ้าที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมรับเพราะมักจะยอมรับเฉพาะองค์กรวิชาชีพ&#8230;&#8230; อะไรประมาณนั้น&#8230;.<br />
ในช่วงเวลาทำงานหลายครั้งที่ท่านจะเห็นช่างเดินถืออุปกรณ์ที่เป็นเครื่องมือซ่อมเข้าไปในหน่วยต่างๆ คนระดับรากหญ้าในสถาบันแห่งนี้จะรู้สึกเหมือนกันกันว่า ๆ  บางคนก็ทำงานจนเหงื่อท่วม  ดูเหมือนเป็นภาพที่ชินตาของผู้ใช้บริการ   จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่าเขาคิดอะไร ?   คิดว่า&#8230;เขาไม่ใช่คนสำคัญ  แต่จริงๆแล้วบุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่สั่งสมประสบการณ์และมีความคิดดีๆ มากมาย  <strong>เพียงแต่ต้องรออะไรบางอย่างที่จะมาทำให้เขาเปิดใจได้เท่านั้น   อะไรบางอย่างนั้น  คือ&#8230;.การรับฟัง  ความรัก  ความเอื้ออาทร  มิตรไมตรีจากพวกเราชาวสถาบันกัลยาณ์ฯ  </strong> <br />
จากการที่เรามีโอกาสได้สัมผัสกับคนกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดเพราะพึ่งได้เข้ามาทำงานร่วมกันในระยะสั้นๆ  เรามองเห็นคุณค่าในตัวเขาและความรู้ที่ถูกสั่งสมจากประสบการณ์เป็นเวลานาน วันหนึ่งเราก็สามารถดึงออกมาใช้ประโยชน์กับองค์กรได้ในเรื่องของการบริการอย่างมีคุณภาพ  โดยใช้แนวความคิดในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์  วัฒนธรรม  ค่านิยมในการทำงานเข้ามา <br />
&#8230;ทุกเช้าเรามีการมานั่งพูดคุยกันในเรื่องของการทำงานของเมื่อวานที่ผ่านมาว่า  ใครเจอปัญหาอะไรบ้างเราจะแก้ปัญหาอย่างไรกับใบงานที่เขาส่งมา   ใครมีปัญหา ทำอะไรไม่ได้บ้าง  อุปกรณ์อะไรไม่พอ  จากตรงนี้วันต่อ ๆ มา เราพบว่าการคุยกันตอนเช้าไม่ใช่เรื่องธรรมดาซะแล้ว    เพราะ&#8230;&#8230;<strong>วันหนึ่งเขาถามกันว่าทำไมคนนี้ซ่อมโถส้วมแล้วใช้น๊าน นานจึงพัง  ทำไมคนนี้ซ่อมแล้ว 1 อาทิตย์ก็หลุดออกมา</strong> <br />
จากวันนั้นก็มีการเล่าถึงวิธีการซ่อมของแต่ละคนแล้วแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน  เพื่อนำไปเป็นข้อมูลความรู้ในการซ่อมครั้งต่อไป  และ<strong>เพื่อให้ได้มาตรฐานเราจึงมีการรับประกันคุณภาพการซ่อมนี่เป็นวิธีการทำงานใหม่ของฝ่ายช่าง</strong>  ซึ่งแต่ก่อนเมื่อได้ใบส่งซ่อมต่างคนต่างไปซ่อมตามบทบาทหน้าที่ หรือในกรณีผู้ใช้บริการเขียนใบส่งซ่อมข้อมูลไม่ชัดเจนก็จะให้รอไปก่อน  ปัจจุบันกรณีใบแจ้งซ่อมผู้ใช้บริการเขียนข้อมูลไม่ชัดเจน  จะมีการโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ใช้บริการ  ถ้าผู้ใช้บริการให้ข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้เนื่องจากไม่รู้ช่างละลงไปดูที่หน้างานแล้ววิเคราะห์หาสาเหตุของการชำรุดหรือเสียหายของวัสดุ/อุปกรณ์ว่าเกิดจากอะไร  หรือเกิดจากการใช้งานผิดประเภทก็จะแจ้งข้อมูลให้กับผู้ใช้บริการทราบทันที่ว่าซ่อมได้หรือต้องรอเนื่องจากอะไร    <strong> </strong><strong></strong><strong>เดี๋ยวนี้เราได้รับคำชมเชยบ่อย ๆ เรื่องไปซ่อมเร็ว สัมพันธภาพดี   มีการอธิบายวิธีการใช้การดูแล </strong> <strong></strong><br />
ใครที่เป็นคนช่างสังเกตก็จะพบว่าช่วงหลัง ๆ นี้ช่างเขาขี้เหงาเขาไม่ไปทำงานคนเดียวเขาจะต้องมีเพื่อนไปด้วย 1 คน  นี่เป็น Buddy   ที่เราจัดให้เพื่อช่วยกันทำงาน  บางงานที่มีผลกระทบต่อกันเราก็จะไปเป็นทีม  เช่น  การเปลี่ยนบานหน้าต่าง  หรือทำการย้ายประตูพื้นที่จะต้องกระทบต่อระบบไฟฟ้าหรือท่อประปาเราก็จะทำงานทีเดียว   ทุกคนไปวางแผนหน้างานว่าจะต้องแก้อย่างไรถึงจะเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม  จะได้ทำงานครั้งเดียวไม่ต้องมารื้อทำทีละอย่าง <br />
 เราไม่เข้าใจหรอกว่ากระบวนทัศน์น่ะคืออะไร&#8230;   แต่เรารู้ว่าเวลาทำงานแล้วถ้ามีคนเข้าใจเรา  ให้กำลังใจเรา  ช่วยเราคิด   ให้เกียรติเรา  สั่งการในสิ่งที่ควรทำ เราก็อยากเป็นคนสำคัญ  ฟังเราพูดบ้าง  &#8230;..จะทำให้เราอยากทำงาน ทำงานแล้วเราก็มีความสุขนะ&#8230;&#8230;&#8230; เราสังเกตว่าพวกเขามีความสุขที่ได้ทำงานด้วยกันและภูมิใจที่ได้รับคำชมจากหน่วยงานเป็นระยะ  เป็นสิ่งที่ทำให้เขามีกำลังใจ  <strong>อยากเป็นวงล้อที่หมุนต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง&#8230;..เมื่อทำงานดี&#8230;&#8230;ก็ได้รับคำชม&#8230;..ได้รับคำชม&#8230;..ก็อยากจะปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้น&#8230;.. </strong></p>
<div><hr />  *  งานซ่อมบำรุง  สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์  </p>
<div><strong>ที่มา </strong>:  วีระศักดิ์  อ่ำคา. (2551).  <strong>สรรสาระ&#8230;&#8230;จากซ่อมบำรุง  </strong>ในส่วนเติมเต็ม <u>งานดี ชีวิตดี สังคมดี  การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารความเสี่ยงเพื่อการบริการที่เป็นเลิศ</u>. (ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ และ วิริณธิ์ กิตติพิชัย, บรรณาธิการ). กรุงเทพ ฯ : สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต.</div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/06/eaaeoadhoeiaoao/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สาละ&#8230;เธอคือพลัง</title>
		<link>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/06/eoadhaiian/</link>
		<comments>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/06/eoadhaiian/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 May 2008 07:09:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>yuvayong</dc:creator>
		
		<category>ห้องเรื่องเล่าหน่วยงานนำร่อง</category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/06/eoadhaiian/</guid>
		<description><![CDATA[ 
ด้วยนิสัยส่วนตัวที่ผมเป็นคนรักในธรรมชาติและชอบสิ่งประดิษฐ์ไอเดียเก๋ๆ ที่ทำจากธรรมชาติหรือวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ  บ่อยครั้งที่ผมมักทำไว้ประดับหรือใช้งานที่บ้านพักของผม โดยผมไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้กับที่ทำงานมากนัก เนื่องด้วยผมเห็นว่า ที่ทำงานเป็นสถานที่ราชการก็คงต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ดูเรียบร้อยเป็นระเบียบสร้างมนต์ขลังให้รู้ว่า นี่แหละสถานที่ราชการ เอาเป็นว่า ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกนิดล่ะกันนะครับ อย่างยางรถยนต์เก่าหรือรองเท้าเก่าที่ไม่ใช้แล้วนำมาดัดแปลงเป็นกระถางต้นไม้ แน่นอนครับถ้าแขวนหรือตั้งโชว์ไว้ที่สวนของบ้านพัก สวย เก๋ อย่าบอกใครเชียว รับรองเป็นที่กล่าวถึงชื่นชมในแวดวงแขกและเพื่อนฝูงที่มาเยี่ยมเยียน แต่ถ้าลองจินตนาการเปลี่ยนจากสวนบ้านพักผมเป็นสวนที่ไว้ให้ญาติและผู้ป่วยนั่งพักผ่อนขณะมาติดต่อที่สถาบันฯ  เขาก็คงรู้สึกไม่ดีแน่ ๆ ด้วยเหตุผลนี้ ถึงแม้หลายครั้งที่ผมเห็นวัสดุสำนักงานที่เหลือใช้แล้วเกิดไอเดียในการนำมาประดิษฐ์เป็นสิ่งของเพื่อตกแต่งหรือใช้ประโยชน์ในสถาบันฯได้แทนที่จะทิ้งไป  ไอเดียเหล่านี้ก็ได้แค่อยู่ในความคิดผมไม่เคยหลุดออกมาเป็นความจริงเลย จนกระทั่งวันหนึ่งทางสถาบันฯได้มีโครงการปรับกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยมในการทำงาน ซึ่งเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ในการปรับปรุงสถานที่และสิ่งแวดล้อมสถาบัน ฯ  ผมจึงมีโอกาส และได้แสดงไอเดียในผลงานที่อยู่ในความคิดของตัวผมออกมาในรูปแบบการนำเสนอโครงการสิ่งแวดล้อมแบบพอเพียง ซึ่งตัวโครงการที่ผมทำนั้น สิ่งสำคัญก็ได้แรงบันดาลใจจากพ่อหลวง นั่นคือความพอเพียง  สิ่งแรกที่ผมคิดทำในตัวโครงการนี้ คือ กระดาษที่ใช้แล้วในสำนักงานนำมารีไซเคิลซะใหม่  โดยการนำกระดาษมาแช่น้ำ ให้ยุ่ย  ระหว่างนั้นก็ต้องทำตัวโครงลวดเป็นรูปร่างก่อน  แล้วนำกระดาษมาปั่นให้ละเอียด บีบน้ำออก  จากนั้นก็นำมาผสมกับปูนซีเมนต์  ประดิษฐ์ปั้นเป็นกระถางต้นไม้ และทางเดินเท้าที่มีรูปร่างเหมือนท่อนไม้ 
แน่นอนผมเชื่อมันในตัวโครงการมากว่า  สามารถทำได้แน่  แต่ผมไม่มั่นในเลยว่า  คณะทำงานปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ฯ  จะเชื่อมั่นเหมือนผม
เอาเลย  ลงมือทำเลยน่ะ  มีอะไร ?  ขาดเหลือบอกพี่
ไอเดียเยี่ยมมาก  พอดีพี่อยากสร้างต้นสาละที่ใช้เป็นตัวแทนสถาบันฯ  เราไม่รู้น้อยจะใช้กระดาษมารีไซเคิล ทำให้พี่ได้หรือเปล่า
นี่คือเสียงตอบรับจากคณะทำงานปรับเปลี่ยน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img height="107" alt="swu_tree.jpg" src="http://www.goodpracticemodel.com/gblog/wp-content/uploads/2008/05/swu_tree.jpg" width="141" /> </p>
<p>ด้วยนิสัยส่วนตัวที่ผมเป็นคนรักในธรรมชาติและชอบสิ่งประดิษฐ์ไอเดียเก๋ๆ ที่ทำจากธรรมชาติหรือวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ  บ่อยครั้งที่ผมมักทำไว้ประดับหรือใช้งานที่บ้านพักของผม โดยผมไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้กับที่ทำงานมากนัก เนื่องด้วยผมเห็นว่า ที่ทำงานเป็นสถานที่ราชการก็คงต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ดูเรียบร้อยเป็นระเบียบสร้างมนต์ขลังให้รู้ว่า นี่แหละสถานที่ราชการ เอาเป็นว่า ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกนิดล่ะกันนะครับ อย่างยางรถยนต์เก่าหรือรองเท้าเก่าที่ไม่ใช้แล้วนำมาดัดแปลงเป็นกระถางต้นไม้ แน่นอนครับถ้าแขวนหรือตั้งโชว์ไว้ที่สวนของบ้านพัก สวย เก๋ อย่าบอกใครเชียว รับรองเป็นที่กล่าวถึงชื่นชมในแวดวงแขกและเพื่อนฝูงที่มาเยี่ยมเยียน แต่ถ้าลองจินตนาการเปลี่ยนจากสวนบ้านพักผมเป็นสวนที่ไว้ให้ญาติและผู้ป่วยนั่งพักผ่อนขณะมาติดต่อที่สถาบันฯ  เขาก็คงรู้สึกไม่ดีแน่ ๆ ด้วยเหตุผลนี้ ถึงแม้หลายครั้งที่ผมเห็นวัสดุสำนักงานที่เหลือใช้แล้วเกิดไอเดียในการนำมาประดิษฐ์เป็นสิ่งของเพื่อตกแต่งหรือใช้ประโยชน์ในสถาบันฯได้แทนที่จะทิ้งไป  ไอเดียเหล่านี้ก็ได้แค่อยู่ในความคิดผมไม่เคยหลุดออกมาเป็นความจริงเลย จนกระทั่งวันหนึ่งทางสถาบันฯได้มีโครงการปรับกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยมในการทำงาน ซึ่งเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ในการปรับปรุงสถานที่และสิ่งแวดล้อมสถาบัน ฯ  ผมจึงมีโอกาส และได้แสดงไอเดียในผลงานที่อยู่ในความคิดของตัวผมออกมาในรูปแบบการนำเสนอโครงการสิ่งแวดล้อมแบบพอเพียง ซึ่งตัวโครงการที่ผมทำนั้น สิ่งสำคัญก็ได้แรงบันดาลใจจากพ่อหลวง นั่นคือความพอเพียง  สิ่งแรกที่ผมคิดทำในตัวโครงการนี้ คือ กระดาษที่ใช้แล้วในสำนักงานนำมารีไซเคิลซะใหม่  โดยการนำกระดาษมาแช่น้ำ ให้ยุ่ย  ระหว่างนั้นก็ต้องทำตัวโครงลวดเป็นรูปร่างก่อน  แล้วนำกระดาษมาปั่นให้ละเอียด บีบน้ำออก  จากนั้นก็นำมาผสมกับปูนซีเมนต์  ประดิษฐ์ปั้นเป็นกระถางต้นไม้ และทางเดินเท้าที่มีรูปร่างเหมือนท่อนไม้ <br />
แน่นอนผมเชื่อมันในตัวโครงการมากว่า  สามารถทำได้แน่  แต่ผมไม่มั่นในเลยว่า  คณะทำงานปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ฯ  จะเชื่อมั่นเหมือนผม<br />
เอาเลย  ลงมือทำเลยน่ะ  มีอะไร ?  ขาดเหลือบอกพี่<br />
ไอเดียเยี่ยมมาก  พอดีพี่อยากสร้างต้นสาละที่ใช้เป็นตัวแทนสถาบันฯ  เราไม่รู้น้อยจะใช้กระดาษมารีไซเคิล ทำให้พี่ได้หรือเปล่า<br />
นี่คือเสียงตอบรับจากคณะทำงานปรับเปลี่ยน ฯ  ครับ  ประโยคไม่กี่ประโยคที่ได้ยิน  กลับให้ผมหัวใจพองโตด้วยกำลังใจเกินร้อย   ผมพร้อมแล้วครับ  แต่ผมจะต้องหาบุคลากรที่สนใจเข้าร่วมโครงการของผมก่อน  โดยการไปสอบถาม สนใจไหมกับโครงการ สิ่งแวดล้อมแบบพอเพียง  ซึ่งขณะที่ผมเล่าแนวความคิดตัวโครงการของผมให้พวกเขาฟัง  ผมสังเกตเห็นแววตา  ยินดีและท่าทางร่าเริงของพวกเขา  ผมหาสมาชิกร่วมโครงการได้รวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้  ผมจึงรีบนัดแนะ  เจอกัน  เสาร์หน้า  11  โมงเช้า  หน้าตึกอาชีวบำบัด  บริเวณบ้านพักชายโสด  เราจะทำต้นสาละก่อน  วันต่อไปค่อยทำทางเดินเท้าและกระถาง  และแล้ว ! วันที่ผมนัดหมายก็มาถึง  แต่พวกเราเริ่มงานกันแต่เช้าเลยครับ  ทำไมน่ะหรือ?  ก็สมาชิก (เสียงทอง) ของผมซิครับ  เจ็ดโมงกว่ามาตะโกนหน้าบ้านพักผมแล้ว  สองมือเต็มไปด้วยกระดาษเหลือใช้  ถัง  กะละมัง (ไม่มีหม้อครับ)<br />
สมาชิกผมถาม แช่แบบไหน ?  เอากระดาษใส่ลงไปในน้ำเลยหรือเปล่า ?<br />
โอ้โห! พี่! ทำตอนนี้เลยหรือ  สมาชิก (เสียงทอง) ผมหัวเราะ<br />
จะได้เสร็จไวไง  เย็นนี้จะได้ว่างนั่งคุยกัน<br />
ผมรู้นั่นไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงของพี่เขา  แต่เหตุผลจริงๆ ดูได้จากท่าทาง  กระตือรือร้นเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา  ความสุขที่ได้ทำงานที่ชอบ  หัวใจพี่เขาพองโตด้วยพลังเหมือนผมแล้วล่ะครับ  ขณะผมกำลังอธิบายวิธีแช่กระดาษอยู่  สมาชิกอีกคนของผมก็เดินมา  มือขวาถือถุงใส่ขวดน้ำอัดลม  มือซ้ายหิ้วกระติกน้ำแข็ง  ตะโกนมาแต่ไกล <br />
 อ้าว! เริ่มกันแล้วหรือ  กำลังจะมาชวนทำอยู่พอดี  สรุปแล้วสมาชิกผมครบองค์  แบบไม่ได้นัดหมายตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลานัด  แต่แล้วเหตุการณ์ก็ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น  เมฆฝนตั้งเค้า (แบบไม่มีเสนา)  ลมกรรโชกแรงขึ้น เม็ดฝนเล็กๆ กระทบแขน<br />
สงสัยฝนตกแน่  ย้ายไปตั้งไว้ในที่ร่วมก่อนไหม  สงสัยวันนี้ต้องเลิกทำก่อนละมั่ง  ผมถามความคิดเห็นของสมาชิก  ทุกคนเห็นพ้องต้องกันให้ย้ายไปไว้ใต้ชายคาบ้านพัก  แล้วกางร่วมคันใหญ่ถัดจากชายคากันฝนกระเด็น  แต่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องเลิกทำ ฝนตกหนักมากชนิดพูดกันทีต้องตะโกน  แต่ไม่มีใครหยุดทำ  ทุกคนเปียกปอนเนื้อตัวสกปรกแต่ไม่มีเสียงบ่น  มีเพียงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเท่านั้น  ที่แข่งกับเสียงฝนที่ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา<br />
เกือบ  2  วันเต็มที่พวกเราช่วยกันทำ  ลำต้นของต้นสาละก็สำเร็จ  ถึงแม้ว่าทางเดินเท้าและกระถางจะยังไม่ได้ทำ  ก็ไม่มีใครกังวลเพราะมั่นใจว่า  พวกเราต้องทำสำเร็จแน่นอน  ใบของต้นสาละได้แรงจากพี่ๆ ส่วนวิกฤตฯ  มาช่วยกันประดิษฐ์  ต้นสาละที่เกิดจากพลังของพวกเราถูกนำไปวางไว้ในห้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้  เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันฯ  นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของผมและสมาชิกทุกท่านในโครงการ สิ่งแวดล้อมแบบพอเพียง<br />
ขอขอบคุณแรงสนับสนุนที่น่ารักทุกท่าน (ผอ. พี่วีระศักดิ์ พี่สำราญ พี่ยุพิน พี่วยุณี ฯลฯ)<br />
ที่ช่วยสานความคิดของผมให้เป็นจริงขึ้นมา  ทำให้ผมรู้ซึ้งกึงคุณค่าภายในตัวผมว่าสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสถาบันฯได้    และขอขอบคุณพ้องเพื่อนที่แสนดี  (พี่สมพร  พี่ญัติ   พี่สุรพล   และคุณหนึ่ง&#8230;&#8230;)  ที่ทำให้ผมรู้ซึ้งถึงคำว่าสามัคคี คือพลังอันยิ่งใหญ่<br />
                                                                 <br />
                                                     ขอขอบคุณจากใจจริงครับผม<br />
                                                                                    สุทธิโรจน์    พรหมบุตร<br />
 </p>
<p>* <strong>ที่มา </strong>:  สุทธิโรจน์    พรหมบุตร. (2551).  <strong>สาละ&#8230;เธอคือพลัง </strong>ในส่วนเติมเต็ม <u>งานดี ชีวิตดี สังคมดี  การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารความเสี่ยงเพื่อการบริการที่เป็นเลิศ</u>. (ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ และ วิริณธิ์ กิตติพิชัย, บรรณาธิการ). กรุงเทพ ฯ : สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต.
</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/05/06/eoadhaiian/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์.ปรับเปลี่ยนอะไร</title>
		<link>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/20/anaaoeaadhcneianaaoeaidhaa/</link>
		<comments>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/20/anaaoeaadhcneianaaoeaidhaa/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Apr 2008 09:45:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>yuvayong</dc:creator>
		
		<category>ห้องเรื่องเล่าหน่วยงานนำร่อง</category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/20/anaaoeaadhcneianaaoeaidhaa/</guid>
		<description><![CDATA[ 
ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์.ปรับเปลี่ยนอะไร*

                                                                                              น.พ. ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์
                                                                               ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์
          จากการที่กรมสุขภาพจิต ได้มอบหมายให้สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์เป็นหน่วยงานนำร่องในโครงการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับตนเองอย่างมาก เพราะตอนแรกอยากรู้จริงๆว่ามันคืออะไร แล้วจะทำได้จริงไหมในเวลาอันจำกัด ทางโครงการสร้างต้นแบบการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยมซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ  กับ สถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ก็ส่งอาจารย์ที่ปรึกษาพร้อมทีมงานมาชักชวนให้ทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด รู้สึกอาจารย์(ดร.วิริณธ์)ท่านใช้วิชา Facilitate กับแกนนำ ของสถาบันฯเรา เริ่มตั้งแต่การชวนไปดูงานที่ รพ.บ้านตาก รพ.เสาไห้ ซึ่งผมก็ได้มีโอกาสร่วมไปกับคณะด้วย ซึ่งสิ่งที่ได้ในตอนนั้นก็คือการได้พูดคุยกับทีมงานที่ไปช่วงงานเลี้ยงตอนเย็น
          แต่กลับมาแล้วก็แปลกใจ เพราะทีมงานมีความกระตือรือร้นอยากจะพัฒนาสิ่งต่างๆอยู่เรื่อย ขณะที่ตนเองยังงงๆอยู่ แต่ที่ทำได้ตอนนั้นคือถ้าเขาอยากจะพัฒนาอะไร เราก็มีหน้าที่ตอบสนอง หรือคอยอำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่ ก็คิดเพียงแต่ว่า ก็ดีเหมือนกันนะที่ทีมงานเริ่มที่จะอยากพัฒนาด้วยตัวของตัวเอง หลังจากนั้นก็มีกิจกรรมต่างๆตามมา มีโครงการพัฒนาทั้งสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเสริมสร้างกำลังใจของบุคลากรเกิดขึ้นหลายโครงการ ก็คิดว่าทีมงานได้เริ่มพัฒนาไปแล้ว แต่ตนเองในฐานะผู้นำหน่วยงาน จะพัฒนาอะไรดี คำถามที่ว่า ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์.ปรับเปลี่ยนอะไร จึงเกิดกับตนเองตลอด จนต้องใช้วิธีศึกษาจากหนังสือหลายเล่ม ทั้งหนังสือที่ได้เป็นของขวัญปีใหม่จากรองอธิบดีกรมสุขภาพจิต หรือหนังสือที่ซื้อจากร้านหนังสือ ไปนั่งฟังบรรยายจากการประชุมวิชาการ แล้วมาประมวลดูกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ชาวสถาบันฯ จึงเกิดมุมมองใหม่ในการบริหารงาน และการทำงาน คำถามที่ว่า ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์.ปรับเปลี่ยนอะไร จึงมีคำตอบสำหรับตนเองคร่าวๆว่า
1.เปลี่ยนวิธีบริหารจัดการองค์กร การสร้างจัดการความรู้แบบใหม่ 
โลกเปลี่ยนแปลงไปอีกแล้ว ไม่เคยหยุดนิ่ง การเผชิญกับปัญหาใหม่ๆโดยใช้วิธีการเดิมๆอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป ตอนนี้เริ่มพบว่าตนเองอยู่ในวังวนหรือถูกครอบงำด้วยกระบวนทัศน์วิทยาศาสตร์แบบวัตุนิยมที่ขาดความเข้าในมิติทางจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><img height="96" alt="logogalaya.jpg" src="http://www.goodpracticemodel.com/gblog/wp-content/uploads/2008/04/logogalaya.jpg" /> </strong></p>
<p align="center"><strong>ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์.ปรับเปลี่ยนอะไร*<br />
</strong></p>
<p align="left">                                                                                              น.พ. ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์<br />
                                                                               ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์</p>
<p>          จากการที่กรมสุขภาพจิต ได้มอบหมายให้สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์เป็นหน่วยงานนำร่องในโครงการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับตนเองอย่างมาก เพราะตอนแรกอยากรู้จริงๆว่ามันคืออะไร แล้วจะทำได้จริงไหมในเวลาอันจำกัด ทางโครงการสร้างต้นแบบการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยมซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง <a href="http://www.opdc.go.th/">สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ </a> กับ <a href="http://www.igpthai.org/">สถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี</a> ก็ส่งอาจารย์ที่ปรึกษาพร้อมทีมงานมาชักชวนให้ทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด รู้สึกอาจารย์(ดร.วิริณธ์)ท่านใช้วิชา Facilitate กับแกนนำ ของสถาบันฯเรา เริ่มตั้งแต่การชวนไปดูงานที่ รพ.บ้านตาก รพ.เสาไห้ ซึ่งผมก็ได้มีโอกาสร่วมไปกับคณะด้วย ซึ่งสิ่งที่ได้ในตอนนั้นก็คือการได้พูดคุยกับทีมงานที่ไปช่วงงานเลี้ยงตอนเย็น<br />
          แต่กลับมาแล้วก็แปลกใจ เพราะทีมงานมีความกระตือรือร้นอยากจะพัฒนาสิ่งต่างๆอยู่เรื่อย ขณะที่ตนเองยังงงๆอยู่ แต่ที่ทำได้ตอนนั้นคือถ้าเขาอยากจะพัฒนาอะไร เราก็มีหน้าที่ตอบสนอง หรือคอยอำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่ ก็คิดเพียงแต่ว่า ก็ดีเหมือนกันนะที่ทีมงานเริ่มที่จะอยากพัฒนาด้วยตัวของตัวเอง หลังจากนั้นก็มีกิจกรรมต่างๆตามมา มีโครงการพัฒนาทั้งสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเสริมสร้างกำลังใจของบุคลากรเกิดขึ้นหลายโครงการ ก็คิดว่าทีมงานได้เริ่มพัฒนาไปแล้ว แต่ตนเองในฐานะผู้นำหน่วยงาน จะพัฒนาอะไรดี คำถามที่ว่า ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์.ปรับเปลี่ยนอะไร จึงเกิดกับตนเองตลอด จนต้องใช้วิธีศึกษาจากหนังสือหลายเล่ม ทั้งหนังสือที่ได้เป็นของขวัญปีใหม่จากรองอธิบดีกรมสุขภาพจิต หรือหนังสือที่ซื้อจากร้านหนังสือ ไปนั่งฟังบรรยายจากการประชุมวิชาการ แล้วมาประมวลดูกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ชาวสถาบันฯ จึงเกิดมุมมองใหม่ในการบริหารงาน และการทำงาน คำถามที่ว่า ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์.ปรับเปลี่ยนอะไร จึงมีคำตอบสำหรับตนเองคร่าวๆว่า</p>
<div><strong>1.</strong><strong>เปลี่ยนวิธีบริหารจัดการองค์กร การสร้างจัดการความรู้แบบใหม่ </p>
<p></strong>โลกเปลี่ยนแปลงไปอีกแล้ว ไม่เคยหยุดนิ่ง การเผชิญกับปัญหาใหม่ๆโดยใช้วิธีการเดิมๆอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป ตอนนี้เริ่มพบว่าตนเองอยู่ในวังวนหรือถูกครอบงำด้วยกระบวนทัศน์วิทยาศาสตร์แบบวัตุนิยมที่ขาดความเข้าในมิติทางจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์ ซึ่งวิเคราะห์ดูแล้วเราถูกครอบงำจากกระบวนการเรียนรู้มาตั้งแต่เป็นนักเรียนชั้นประถม อาจจะแรงไปถ้าจะกล่าวโทษระบบการศึกษา แต่ความจริงก็เป็นกันทั้งโลก เพราะเรามักจะใช้เครื่องมือบริหารประเภท Hard side Management คนที่ชำนาญการใช้เครื่องมือบริหารแบบนี้ จะเป็นแบบ industrial หรือ Newtonian(มาจากSir Isaac Newton ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตแบบมวล เน้นพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่ง Newtonian จะประสบความสำเร็จเมื่อ 20ปีที่แล้ว แต่ในอีก 20ปีข้างหน้ากลุ่มนี้อาจอยู่ไม่รอด) แต่มีกลุ่มคนบางกลุ่ม(Bohmain มาจาก Davis Bohm ที่มององค์รวม หรือHolistic) ตระหนักรู้ จึงได้มีการพัฒนาระบบการเรียนรู้ใหม่ ระบบบริหารใหม่ มาพอสมควร และตนเองก็พอรู้จัก เช่น KM และLO แต่ไม่เคยเข้าใจได้เลยว่าจริงมันทำไปเพื่ออะไร เขาพัฒนาอะไรมาก็พยายามทำตามกระบวนการของเขา เรียกว่าทำ KM และLOแบบยึดรูปแบบ แต่ขาดความเชื่อมโยงว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เราหันกลับมามองมิติทางจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์มากขึ้นนั่นเอง </p>
<p>การจัดการในกระบวนทัศน์ใหม่นี้ พลิกวิธีคิดจากการมองแบบกลไก มาให้ความสำคัญที่การปรับตัวและสร้างวงจรป้อนกลับ(Feed back loop) โดยถือว่าองค์กรไม่ใช่เครื่องจักรและมีความซับซ้อนเหมือนสิ่งมีชีวิต (Living Organization) วิธีคิดการจัดการแบบใหม่ยังเน้นไปที่การสร้างคุณค่าสูงสุดด้วยกัน สร้างกระบวนการทำงานที่สะท้อนคุณค่าสูงสุด เน้นการจัดการความสัมพันธ์มากกว่าใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง รูปแบบการจัดการองค์กรจึงต้องมีลักษณะเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน แต่องค์กรในเครือข่ายจะยังคงความเป็นเอกเทศของตนไว้ </p>
<p>ปัจจุบันเราทำงานออกจะคล้ายหุ่นยนต์เข้าไปทุกที มีตัวชี้วัดมากมายมาจับโดยไม่มีพื้นที่ให้มิติทางจิตวิญญาณยืนอยู่เลย ทำงานแบบเช้าจรดเย็น หรือเป็นเวรเป็นกะ สิ้นเดือนก็รับเงินเดือน แต่ก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรง เพราะขาดสิ่งที่เป็นแรงจูงใจในการทำงาน เราลืมผลตอบแทนที่มากกว่าเงินเดือน เราลืมอุดมคติที่สำคัญของเราไปหรือไม่ เราทำงานคือการทำความดีอยู่ใช่หรือไม่ สาเหตุที่อุดมคติและคุณค่าทางจิตวิญญาณสูญหายไปจากการทำงานทางการแพทย์นั้น ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งก็คือ ระบบงานที่มีอยู่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้และส่งเสริมความดีงามในเชิงอุดมคติ แต่ปัญหาก็คือทำอย่างไรเราจะสร้างระบบงานให้สามารถส่งเสริมและเอื้อให้เกิดการเรียนรู้และหล่อเลี้ยงอุดมคติของชีวิตให้งอกงามได้ในชีวิตการทำงาน ทำอย่างไรจะสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรในระบบบริการทางการแพทย์ให้เกื้อกูลและเพาะบ่มจิตใจที่ดีงามและความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ คำตอบก็คือ การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ในองค์กร หัวใจของการจัดการความรู้ไม่ได้อยู่ที่การประยุกต์เทคนิคหรือวิธีการทำงานแต่เป็นการพลิกวิธีคิด หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐาน มองชีวิตอย่างองค์รวมซึ่งประกอบขึ้นจากมิติทางชีวภาพและมิติทางจิตวิญญาณอันเป็นคุณค่าสูงสุดของชีวิต ปีเตอร์ เซนก์ ได้เสนอแนวคิดที่ว่ากระบวนการพัฒนาองค์กรใดๆ เริ่มจากสิ่งที่เขาเรียกว่า Self Mastery (ซึ่งเป็นหนึ่งในกฎห้าข้อของการมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้)คือการเรียนรู้ชีวิตด้านใน และเป้าหมายเชิงอุดมคติเชิงอุดมคติของตนเอง ซึ่งการเรียนรู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นขุมพลังสำคัญและศักยภาพในการทำงานเท่านั้น แต่การทำงานยังเป็นเครื่องมือในการขัดเกลาชีวิตเพื่อเป้าหมายของการบรรลุซึ่งคุณค่าสูงสุดของการเป็นมนุษย์ </p>
<p> </p>
<p><strong>2.</strong><strong>ใช้เครื่องมือและทักษะบริหารองค์กรแบบใหม่ </p>
<p></strong>จากการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เรื่อง<strong>วิธีบริหารจัดการ</strong>องค์กร การสร้างจัดการความรู้แบบใหม่ ก็มาถึง<strong>เครื่องมือและทักษะ</strong>บริหารองค์กรแบบใหม่ ที่มีใช้อยู่หลายอย่าง </p>
<p>2.1<u>การคุยกันแบบสุนทรียสนทนา</u>(Dialogue) ตัวอย่างของชาวตำบลแพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงคราม เขาหลีกเลี่ยงคำว่าปัญหา เพราะถ้าพูดถึงปัญหา ก็จะถามหาคนผิดคนถูก แต่เขาจะใช้คำว่า &#8220;หัวข้อวิจัย&#8221; เช่น &#8220;วันนี้เรามาคุยกันในหัวข้อวิจัยว่าทำอย่างไรจะให้การใช้Internet ได้อย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อองค์กร อย่างแท้จริง&#8221; ผมว่าคงจะมีคนเสนอแนะข้อคิดเห็นดีๆออกมามากมาย </p>
<p>2.2 <u>สุนทรียสาธก </u><u>(Appreciative inquiry)</u> </p>
<p>คือการค้นหาและชื่นชมสิ่งที่ดีที่มีอยู่ในองค์กร สุนทรียสาธกในฐานะเครื่องมือในการบริหารองค์กรนั้น สะท้อนวิธีคิดใหม่ที่ต่างจาการบริหารงานแบบเดิมที่มุ่งไปที่การมองหาและ </p>
<p>จัดการปัญหาขององค์กร ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในระบบมักจะได้รับการฝึกฝนให้มีความสามารถในการค้นหาและจัดการกับปัญหา แต่ไม่มีทักษะและเครื่องมือในการหาศักยภาพขององค์กรหรือค้นหาความดีที่ดำรงอยู่ในองค์กร </p>
<p>กระบวนการสุนทรียสาธกมีหลักการเบื้องต้นที่ว่า ยิ่งไปเน้นส่วนขาดและปัญหา ส่วนขาดและปัญหาที่ว่าจะยิ่งมองเห็นเด่นชัด และปัญหาที่ยิ่งคิดยิ่งปรุงแต่งมากขึ้นเช่นนี้จะล้นท่วมและทำให้ระบบล่มสลาย เพราะว่าขวัญกำลังใจก็หดหาย อุดมคติในการทำงานก็จางหาย รวมทั้งคุณค่าในการทำงานก็หมดสิ้นไป </p>
<p>กระบวนการสุนทรียสาธกเป็นการเข้าไปเรียนรู้เพื่อค้นหาศักยภาพขององค์กรว่ามีสิ่งที่ดีอะไรอยู่และสามารถพัฒนาเพิ่มเติมศักยภาพที่มีอยู่อย่างไร ศักยภาพที่มีอยู่สามารถค้นหาได้ในเรื่องเล่าเพราะมีจินตนาการรวมอยู่ด้วย ผู้เล่าเรื่องมักจะเอาสิ่งที่อยากเห็น สิ่งดีๆต่างๆในองค์กรมาใส่ไว้ในเรื่องเล่า และเราเข้าใจชีวิตองค์กรผ่านเรื่องเล่าของสมาชิกแต่ละคนว่าเขานิยามองค์กรที่เขาทำงานอยู่อย่างไร </p>
<p>กระบวนการสุนทรียสาธกมองว่ามนุษย์เราไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยหลักการเหตุผลอย่างเดียว หากถูกขับเคลื่อนด้วยความใฝ่ฝันด้วย โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากความใฝ่ฝันมาเป็นแรงกระตุ้นการทำงาน ดังนั้นการเรียนรู้จากเรื่องเล่าของกระบวนการสุนทรียสาธก ไม่ใช่เพื่อมาลอกแบบ แต่เพื่อจุดประกายความใฝ่ฝันในการทำงานให้มันลุกโชนขึ้นมา ทำให้ไม่ท้อแท้ง่าย </p>
<p>2.<u>3 </u><u>ชุมชนเรียนรู้</u><u> (Community of Practice) </u><br />
แนวคิดเรื่องชุมชนปฏิบัติ ถือเป็นแนวคิดสำคัญที่ได้รับกล่าวขวัญมากที่สุดในการ </p>
<p>บริหารจัดการสมัยใหม่ เนื่องจากเป็นการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ซึ่งเกี่ยวเนื่องกันกับ สำนึกร่วมแห่งความเป็นชุมชน(Sense of Community) หรือความเป็นชุมชนที่เกิดจากการมีประสบการณ์ร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดก็ตาม ดังนั้นแล้วการสร้างและแลกเปลี่ยนความรู้จึงสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของมันเอง อันที่จริงสถาบันฯก็เริ่มมีชุมชนเรียนรู้จากการดำเนินเรื่อง KM มาบ้างแล้ว แต่มาเห็นผลชัดจากการมีชุมชนขึ้นมาหลังจากการไปดูงานที่ รพ.บ้านตากและ รพ.เสาไห้ ทำให้ชุมชนช่วยกันคิดขึ้นมาเองว่าจะพัฒนาองค์กรอย่างไรและแบบไหน เป็นผลมาจากการสื่อสารกันแบบแนวราบ </p>
<p>2.<u>4 </u><u>การแก้ปัญหาโดยสันติ</u> </p>
<p>วัฒนธรรมสันติวิธีเป็นหนทางของการสร้างองค์กรที่มีสันติสุข ดังนั้นการศึกษาแนวคิด เทคนิค วิธีการ รวมทั้งกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำให้เกิดสันติภาพในองค์กร ในพุทธศาสนา ความขัดแย้งหรือสภาวะทุกข์ไม่ได้เลวหรือดีในตัวมันเอง แต่อยู่ที่ว่าเราจะอยู่และใช้ท่าทีต่อความขัดแย้งหรือสภาวะทุกข์นั้นอย่างไร </p>
<p>เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง บุคคลจะมีท่าทีต่อสถานการณ์ 2 ลักษณะคือ หลีกเลี่ยง กับ เผชิญหน้า การหลีกเลี่ยงอาจทำให้เรื่องดูสงบลง ความขัดแย้งดูจะถูกหลบหายไป แต่ไม่ใช่สันติวิธี เพราะสันติวิธีมิใช่การยอมจำนน แต่คือการเผชิญหน้าความขัดแย้งโดยมิได้มุ่งประทุษร้ายคู่กรณี เช่นการน้อมนำด้วยการเขียนหรือเจรจา รวมถึงการประนีประนอม การลงมติ การหาทางเลือกที่สามซึ่งเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย การยอมรับในความแตกต่าง การหาคนกลางมาช่วยไกล่เกลี่ยหรือตัดสิน </p>
<p>กระบวนการสันติวิธีมุ่งก่อให้เกิดความยุติธรรม ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนส่งเสริมและเคารพในความเป็นมนุษย์และสันติภาพ ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตและสังคม ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธได้ ในความขัดแย้งนั้น ไม่มีผู้ใดถูกหรือผิดโดยสมบูรณ์ ทุกฝ่ายมีส่วนที่ถูกและผิด เพราะความจริงนั้นซับซ้อน ประกอบขึ้นด้วยหลายปัจจัย และมีหลายรูปลักษณ์ หลักการและแนวคิดของกระบวนการสันติวิธีเชื่อมั่นว่าทุกคนมีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน ต่างมีใจใฝ่ในความดีงาม มีความรักและกรุณาอยู่ภายใน ศัตรูของมนุษย์ที่ต้องกำจัดมิใช่ตัวบุคคลหากคือความเลวร้ายภายใน เช่น ความโลภในโภคทรัพย์ ความโกรธ ความหลงในอำนาจ </p>
<p>สติ ปัญญา เมตตา คือหัวใจในกระบวนการจัดการความขัดแย้ง การไม่รีบโกรธ ใจเย็น ไม่หมกมุ่นในความโกรธ แม้อาจจะไม่พอใจแต่ปล่อยวางได้เร็ว เห็นโทษของความโกรธจะทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นกุศล จะนำไปสู่ปฏิสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์ เช่น เมื่อมีผู้มาร้องเรียนสถาบันฯ ในฐานะเจ้าหน้าที่สถาบันฯ เราอาจไม่พอใจบ้างว่าอุตส่าห์ทำดีแล้ว แต่เมื่อมีสติยับยั้งชั่งใจได้แทนที่จะไปต่อว่า ตอบโต้ แก้ตัวก็รับฟังเสียก่อน อันเป็นการเริ่มต้นปฏิสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์ จะเห็นได้ว่าการแก้ไขความขัดแย้งนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแต่มีสามัญสำนึกและพร้อมจะทำสิ่งที่มนุษย์ควรทำต่อกันนั่นคือ การฟัง การถามและการขอโทษเท่านั้น </p>
<p> </div>
<div>   <strong>     ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์.ปรับเปลี่ยนอะไร</strong> นอกจากการยึด core value หรือ ค่านิยมหลักของสถาบันฯเป็นสิ่งที่คอยกำกับเราในการทำงานแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลยก็คือสุขภาวะทางจิตวิญญาณเป็นสภาวะสุขอันประณีตที่เกิดจากการเข้าถึงซึ่งความดี ความงามและความจริงของชีวิต หากว่าเราถือว่างานเป็นมากกว่าการด้นรนหาเลี้ยงชีพ เพราะการทำงานยังเป็นโอกาสในการขัดเกลาตนเอง เป็นโอกาสของการเข้าถึงความดี ความจริง และความงามของชีวิตโดยเฉพาะงานในวิชาชีพทางการแพทย์นั้นมีสิ่งตอบแทน ที่ค่าตอบแทนทางการเงินไม่อาจเทียบได้ ไม่ว่าจะเป็นความสุขและความภาคภูมิใจในการทำความดี การได้รับความรักและความนับถืออย่างจริงใจจากผู้ป่วย เพื่อนร่วมงานและสังคม ความสุขจากการทำงานที่ตอบสนองต่ออุดมคติของชีวิตนี้เองจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้เพื่อเข้าถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ<br />
        อีกคำถามหนึ่งที่ว่าจะใช้เวลานานไหมในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ พบว่า กระบวนทัศน์นั้นเป็นวัฒนธรรมองค์กรระดับหนึ่ง ซึ่งการจะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรนั้นคงต้องทำทุกระดับ กล่าวคือต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการแสดงออกที่เกิดขึ้นในระยะสั้น การเปลี่ยนแปลงค่านิยม ทัศนคติและวิธีคิดในระยะกลาง สำหรับการเปลี่ยนกระบวนทัศน์อันเป็นฐานคติของวิธีคิดนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องดำเนินการในระยะยาว โดยที่การเปลี่ยนแปลงทั้งสามระดับล้วนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสถาบันฯในระยะนี้ก็ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับพฤติกรรมการแสดงออกเป็นส่วนใหญ่ การเปลี่ยนแปลงค่านิยม ทัศนคติและวิธีคิดเริ่มมีให้เห็นบ้างแต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่า เรากำลังเริ่มต้นเข้าสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่แท้จริงกันแล้ว </div>
<p><u>เอกสารอ้างอิง<br />
</u>1. วรภัทร์ ภู่เจริญ จีรพงศ์ พรกุล และธนกฤต จรัสรุ่งชวลิต. KPIทำให้ง่ายๆ.กรุงเทพมหานคร:อริชน; 2550.<br />
2. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์และคณะ,องค์กรไม่ใช่เครื่องจักร การบริหารจัดการกระบวนทัศน์ใหม่ Living Organization กรุงเทพมหานคร: มีดี กราฟิก ;2551.<br />
3.  วิจารณ์ พานิช.ผู้บริหารองค์กรอัจฉริยะ ฉบับนักปฏิบัติ.  กรุงเทพมหานคร:อมรินทร์พริ้นติงแอนด์พบลิชชิ่ง; 2550.</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>* <strong>ที่มา </strong>: นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์. (2551).  <strong>ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์.ปรับเปลี่ยนอะไร </strong>ใน <u>งานดี ชีวิตดี สังคมดี  การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารความเสี่ยงเพื่อการบริการที่เป็นเลิศ</u>. (ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ และ วิริณธิ์ กิตติพิชัย, บรรณาธิการ). กรุงเทพ ฯ : สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต,  หน้า 5-10.</p>
<p align="right"> </p>
<p>  
</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/20/anaaoeaadhcneianaaoeaidhaa/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์: ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์</title>
		<link>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/20/oaanaaoeaadhcnei-aaaouocicoaacaoeai/</link>
		<comments>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/20/oaanaaoeaadhcnei-aaaouocicoaacaoeai/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Apr 2008 09:11:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>yuvayong</dc:creator>
		
		<category>ห้องเรื่องเล่าหน่วยงานนำร่อง</category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/20/oaanaaoeaadhcnei-aaaouocicoaacaoeai/</guid>
		<description><![CDATA[ 
การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์: ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์*
                                                                                             พ.ญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์
                                                      รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์
         
          ฉันพยายามอ่านความหมายของกระบวนทัศน์ในเอกสารทางวิชาการที่หน่วยงานราชการแจกให้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งงง   ช่วงนี้ฉันได้มีโอกาสดูภาพยนตร์โทรทัศน์ที่เล่าเรื่องเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของเกาหลี เรื่อง อิมซังอ๊ก พ่อค้าหัวใจทรนง ฉันไม่แน่ใจว่าฉันเข้าใจความหมายของกระบวนทัศน์ตามทัศนะของนักวิชาการหรือไม่  แต่สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากภาพยนตร์เรื่องนี้  คือ ปรัชญาในการเป็นพ่อค้าของคนสองกลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายในผลลัพธ์เบื้องต้น(intermediate goal)เหมือนกันคือกำไรจากการค้า ความอยู่รอดขององค์กร  แต่มีจุดมุ่งหมายสูงสุด(ultimate goal)ที่แตกต่างกัน  กลุ่มหนึ่งมีให้ความหมายของการค้าที่ประสบความสำเร็จว่าเป็นการค้าที่สามารถกุมหัวใจของผู้คนได้ อีกกลุ่มหนึ่งให้ความหมายว่าต้องเอาชนะกลุ่มอื่นทุกวิถีทาง ต้องโค่นล้มกลุ่มอื่นได้หมด   เนื่องจากปรัชญาการค้าที่แตกต่างกันเช่นนี้จึงทำให้วิถีและวิธีการทำการค้าทั้งสองกลุ่มมีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง   ทั้งสองกลุ่มมีความขยัน ตั้งใจทำงาน พยายามเปิดตลาดการค้าของตนเองให้กว้าง (activeness)  มุ่งเน้นผลงาน (yield)  ค้าแล้วต้องได้กำไรหรือขาดทุนน้อยที่สุด  มุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพ (efficiency) ลงทุนน้อย ได้ผลมาก กว้านซื้อสินค้า หรือหาสินค้าคุณภาพดีในช่วงที่ราคาต่ำ แต่หาวิธีขายสินค้าในราคาสูงตามกลไกของตลาด มีความรับผิดชอบต่อผลงาน(accountability) เพราะหากไม่รับผิดชอบนั่นหมายถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในอาชีพและรายได้ของทุกคนในองค์กร  ทั้งสองกลุ่มต้องพยายามหาข้อมูลทางการค้า เช่น การเคลื่อนไหวทางการเมือง ดินฟ้าอากาศ วัฒนธรรมประเพณีรวมถึงเทศกาล  แหล่งผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ผู้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ  กิจกรรมทางการตลาด ของทั้งตนเอง คู่แข่งและลูกค้า  ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ รวมทั้งมีการตัดสินใจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ตลอดเวลา(relevance)
         
          ในภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นชีวิตจริงไม่ปัจจัยใด ๆ ที่คงที่  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><img height="96" alt="logogalaya.jpg" src="http://www.goodpracticemodel.com/gblog/wp-content/uploads/2008/04/logogalaya.jpg" /> </strong></p>
<p align="center"><strong>การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์</strong><strong>: </strong><strong>ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์</strong><strong>*</strong></p>
<p><strong>                                                      </strong>                                       พ.ญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์<br />
                                                      รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์<br />
         <br />
<strong>          </strong>ฉันพยายามอ่านความหมายของกระบวนทัศน์ในเอกสารทางวิชาการที่หน่วยงานราชการแจกให้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งงง   ช่วงนี้ฉันได้มีโอกาสดูภาพยนตร์โทรทัศน์ที่เล่าเรื่องเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของเกาหลี เรื่อง อิมซังอ๊ก พ่อค้าหัวใจทรนง ฉันไม่แน่ใจว่าฉันเข้าใจความหมายของกระบวนทัศน์ตามทัศนะของนักวิชาการหรือไม่  แต่สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากภาพยนตร์เรื่องนี้  คือ ปรัชญาในการเป็นพ่อค้าของคนสองกลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายในผลลัพธ์เบื้องต้น(intermediate goal)เหมือนกันคือกำไรจากการค้า ความอยู่รอดขององค์กร  แต่มีจุดมุ่งหมายสูงสุด(ultimate goal)ที่แตกต่างกัน  กลุ่มหนึ่งมีให้ความหมายของการค้าที่ประสบความสำเร็จว่าเป็นการค้าที่สามารถกุมหัวใจของผู้คนได้ อีกกลุ่มหนึ่งให้ความหมายว่าต้องเอาชนะกลุ่มอื่นทุกวิถีทาง ต้องโค่นล้มกลุ่มอื่นได้หมด   เนื่องจากปรัชญาการค้าที่แตกต่างกันเช่นนี้จึงทำให้วิถีและวิธีการทำการค้าทั้งสองกลุ่มมีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง   ทั้งสองกลุ่มมีความขยัน ตั้งใจทำงาน พยายามเปิดตลาดการค้าของตนเองให้กว้าง (activeness)  มุ่งเน้นผลงาน (yield)  ค้าแล้วต้องได้กำไรหรือขาดทุนน้อยที่สุด  มุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพ (efficiency) ลงทุนน้อย ได้ผลมาก กว้านซื้อสินค้า หรือหาสินค้าคุณภาพดีในช่วงที่ราคาต่ำ แต่หาวิธีขายสินค้าในราคาสูงตามกลไกของตลาด มีความรับผิดชอบต่อผลงาน(accountability) เพราะหากไม่รับผิดชอบนั่นหมายถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในอาชีพและรายได้ของทุกคนในองค์กร  ทั้งสองกลุ่มต้องพยายามหาข้อมูลทางการค้า เช่น การเคลื่อนไหวทางการเมือง ดินฟ้าอากาศ วัฒนธรรมประเพณีรวมถึงเทศกาล  แหล่งผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ผู้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ  กิจกรรมทางการตลาด ของทั้งตนเอง คู่แข่งและลูกค้า  ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ รวมทั้งมีการตัดสินใจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ตลอดเวลา(relevance)</p>
<p align="center">         <img height="50" alt="uqz468e2.jpg" src="http://www.goodpracticemodel.com/gblog/wp-content/uploads/2008/04/uqz468e2.jpg" /><img height="96" alt="vra53ae7.jpg" src="http://www.goodpracticemodel.com/gblog/wp-content/uploads/2008/04/vra53ae7.jpg" /><img height="93" alt="3kfe646.jpg" src="http://www.goodpracticemodel.com/gblog/wp-content/uploads/2008/04/3kfe646.jpg" /><img height="96" alt="sox219a7.jpg" src="http://www.goodpracticemodel.com/gblog/wp-content/uploads/2008/04/sox219a7.jpg" width="128" /></p>
<p>          ในภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นชีวิตจริงไม่ปัจจัยใด ๆ ที่คงที่  ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและมักจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของคนในองค์กร  เนื่องจาก ultimate goal ที่แตกต่างกันจึงทำให้ทั้งสองกลุ่มมีวิธีคิด วิธีการทำงานและวัฒนธรรมขององค์กรที่แตกต่างกัน  โดยศีลธรรมและคุณธรรม (morality)  ที่แตกต่างกันเป็นคุณลักษณะพื้นฐานที่กำหนดคุณลักษณะอื่น ๆ ทั้งหมด  เมื่อมีเป้าหมายสูงสุดที่จะทำการค้าที่กุมหัวใจของคน ก็ต้องทำการค้าที่มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคม(accountability)  กำไรขององค์กรต้องอยู่บนฐานของความกินดี อยู่ดีของลูกค้าในสังคมด้วย  แต่หากขาดซึ่งศีลธรรมและคุณธรรม ให้ความหมายของคำว่าชนะคือได้เป็นหนึ่ง บนความหายนะของคนอื่น ก็จะทำการค้าทุกวิถีทางที่ขาดคุณธรรม แม้ว่าในการประชุมองค์กรจะให้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แต่เมื่อใช้วิธีการที่ขาดคุณธรรมแล้ว ก็ต้องปกปิดเป็นความลับ จะหา democracy ที่แท้จริงไม่ได้   การทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี(integrity) ของวิชาชีพพ่อค้าของทั้งสองกลุ่มต่างกันโดยสิ้นเชิง  ภาพยนตร์เรื่องนี้ชี้ให้เห็นของการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทุกคนต้องปรับตัว ปรับใจเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป มันเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์   ในทัศนะของฉันแล้ว การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์มิใช่เรื่องอะไรที่ใหม่ ธรรมชาติได้สอนให้เราต้องปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาจะเปลี่ยนโดยรู้ตัว มีสติสัมปชัญญะและใช้ปัญญาหรือจะโดยการปรับเปลี่ยนไปตามกระแสภายนอกก็ตาม<br />
          สิ่งที่น่าสนใจในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สำหรับฉัน คือ การกำหนดและการทำความกระจ่างต่อเป้าหมายสูงสุดของชีวิตทั้งของตนเองและขององค์กร  เป้าหมายสูงสุดของชีวิตฉันได้รับการถ่ายทอดจากครอบครัว พ่อแม่หวังให้เป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตน มีความพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและรักศักดิ์ศรีของตนเอง เมื่อแต่งงานมีครอบครัว สามีได้สืบทอดเจตนารมณ์ของพ่อแม่ฉันอย่างไม่ผิดเพี้ยน  เมื่อมีลูก ลูกก็ได้ยืนยันเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของฉันที่ได้รับการปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก นี่คือวัฒนธรรมของครอบครัว   เมื่อฉันได้เข้ามาทำงานในองค์กร โรงพยาบาลนิติจิตเวช ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์   ฉันได้รับการปลูกฝังวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของการทำงานที่สอดคล้องกับที่ได้รับจากครอบครัว  ผู้บังคับบัญชาก็สอนเหมือนกับที่พ่อแม่สอน   พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานเป็นเจ้าขององค์กรก่อนที่ฉันจะเข้ามาทำงานก็สอนด้วยการปฏิบัติให้ดู  เรื่องที่คนในองค์กรพูดคุยกัน คือจะช่วยเหลือผู้ป่วยของเราให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร มีวิธีไหนอีกบ้างที่เราต้องทำเพิ่มเติม นอกจากช่วยผู้ป่วยแล้วยังคิดถึงการแบ่งเบาความทุกข์ของญาติ ความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม ทำอย่างไรจึงจะทำให้สังคมปลอดภัย  เพราะเมื่อสังคมปลอดภัย ผู้ป่วยของเราก็จะได้รับการยอมรับ มีศักด์ศรีเท่าเทียมคนอื่น   ทุกวิชาชีพทำงานร่วมกันเป็นทีม  มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน แก่นของ  I AM READY  มีมาแต่ก่อนที่ฉันจะเข้ามาทำงานที่นี่เสียอีก     ภายใต้  I AM READY  นี้ เราได้พัฒนา ปรับตัวเอง ปรับกระบวนการทำงานด้วยความอ่อนน้อมว่า  Though its enough, but we can contribute more  รูปธรรมของเหตุการณ์ต่าง ๆ  ของการปรับยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ กลวิธีก็เป็นไปตามเหตุ ปัจจัย  บัดนี้คนของเรามีระดับการศึกษาสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก  มีเทคโนโลยีที่เข้าสมัย  เป็นที่รู้จักของคนในสังคมมากกว่าเดิม  มีพันธกิจที่เปลี่ยนไปตามความต้องการของสังคม มีขอบเขตการทำงานที่กว้างขวางขึ้น มีการแลกเปลี่ยนความรู้กันเองและกับหน่วยงานภายนอกมากขึ้น รวมทั้งมีผู้ที่สนใจเข้ามาดูว่าเรา  I AM READY จริงหรือไม่? ทำถึงไหนกัน?  หากว่าเราเป็นชาวสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ที่สืบทอดเจตนารมณ์ของคนรุ่นเก่าอย่างไม่ขาดสายแล้ว เราก็กล่าวได้อย่างเต็มปากว่า การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เป็นธรรมชาติของความเป็นชาวสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์   เป็นวิถีชีวิตที่นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของความเป็นวิชาชีพและขององค์กร<br />
          สำหรับฉันแล้ว ฉันพอใจและภูมิใจที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในองค์กรที่เข้าถึงธรรมชาติอันดีงามของความเป็นมนุษย์&#8230;สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์<br />
 &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p>* <strong>ที่มา </strong>: พ.ญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์. (2551).  <strong>แก่น &#8220;ธรรม&#8221; ดวงตาที่มองเห็น</strong> ใน <u>งานดี ชีวิตดี สังคมดี  การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารความเสี่ยงเพื่อการบริการที่เป็นเลิศ</u>. (ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ และ วิริณธิ์ กิตติพิชัย, บรรณาธิการ). กรุงเทพ ฯ : สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต,  หน้า 63-65.<br />
 
</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/20/oaanaaoeaadhcnei-aaaouocicoaacaoeai/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>I AM READY กับ ค่านิยมหลัก สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์</title>
		<link>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/17/i-am-ready-n-eooaaean-eonnaaoiaoaoai/</link>
		<comments>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/17/i-am-ready-n-eooaaean-eonnaaoiaoaoai/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Apr 2008 05:09:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>yuvayong</dc:creator>
		
		<category>ห้องเรื่องเล่าหน่วยงานนำร่อง</category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/17/i-am-ready-n-eooaaean-eonnaaoiaoaoai/</guid>
		<description><![CDATA[
มุ่งมั่น จัดแนวคิด จิตพัฒนา เน้นลูกค้า ผ่านระบบ ครบทีม
ค่านิยมหลัก ของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์
แก่นความหมายของค่านิยมหลัก สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ที่สอดรับกับ  I AM READY ที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนด
     มุ่งมั่น-Individual Commitment: สมาชิกทีมมุ่งมั่นยึดถือเป้าหมายและความสำเร็จขององค์กรเป็นหลักในการทำงาน สอดคล้องกับ  Y-Yield และ A-Accountability
     จัดแนวคิด-Individual &#38; Organization Leaning: หาโอกาสการเรียนรู้จากงานที่ทำและเพื่อนร่วมงานในทุกโอกาสที่เป็นไปได้  สอดคล้องกับ  R-Relevancy
     จิตพัฒนา-Continuous Improvement: หาโอกาสที่จะปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่องพากันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับ A Activeness
     เน้นลูกค้า-Patient &#38; Customer Focus: การมุ่งเน้นตอบสนองความจำเป็น ความต้องการ ความคาดหวังของผู้ป่วยและผู้รับบริการอย่างเป็นองค์รวม คำนึงถึงสิทธิผู้ป่วย วิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ใช้มาตรฐานวิชาชีพเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดี สอดคล้องกับ I-Integrity &#38; M-Morality
     ผ่านระบบ-System Perspective: การใช้มุมมองเชิงระบบ มองภาพรวมครบถ้วนทุกองค์ประกอบอย่างเชื่อมโยง สอดคล้องกับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img height="96" alt="logogalaya.jpg" src="http://www.goodpracticemodel.com/gblog/wp-content/uploads/2008/04/logogalaya.thumbnail.jpg" /></p>
<p align="center"><strong>มุ่งมั่น จัดแนวคิด จิตพัฒนา เน้นลูกค้า ผ่านระบบ ครบทีม</strong></p>
<p align="center"><strong>ค่านิยมหลัก ของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์</strong></p>
<p>แก่นความหมายของค่านิยมหลัก สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ที่สอดรับกับ  I AM READY ที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนด<br />
<strong>     มุ่งมั่น-Individual Commitment</strong>: สมาชิกทีมมุ่งมั่นยึดถือเป้าหมายและความสำเร็จขององค์กรเป็นหลักในการทำงาน <u>สอดคล้องกับ</u>  <strong>Y-Yield และ A-Accountability</strong><br />
<strong>     จัดแนวคิด-Individual &amp; Organization Leaning</strong>: หาโอกาสการเรียนรู้จากงานที่ทำและเพื่อนร่วมงานในทุกโอกาสที่เป็นไปได้  <u>สอดคล้องกับ</u>  <strong>R-Relevancy</strong><br />
<strong>     จิตพัฒนา-Continuous Improvement</strong>: หาโอกาสที่จะปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่องพากันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง <u>สอดคล้องกับ</u> <strong>A Activeness</strong><br />
<strong>     เน้นลูกค้า-Patient &amp; Customer Focus</strong>: การมุ่งเน้นตอบสนองความจำเป็น ความต้องการ ความคาดหวังของผู้ป่วยและผู้รับบริการอย่างเป็นองค์รวม คำนึงถึงสิทธิผู้ป่วย วิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ใช้มาตรฐานวิชาชีพเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดี <u>สอดคล้องกับ</u> <strong>I-Integrity &amp; M-Morality</strong><br />
<strong>     ผ่านระบบ-System Perspective</strong>: การใช้มุมมองเชิงระบบ มองภาพรวมครบถ้วนทุกองค์ประกอบอย่างเชื่อมโยง <u>สอดคล้องกับ</u> <strong>E-Efficiency</strong><br />
<strong>     ครบทีม-Teamwork</strong>: การทำงานเป็นทีม เปิดรับฟังความคิดเห็นและตอบสนองกัน  และกัน ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ <u>สอดคล้องกับ</u>  <strong>D-Democracy</strong></p>
<p> 
</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/17/i-am-ready-n-eooaaean-eonnaaoiaoaoai/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ไม่ไช่แค่สิ่งที่เห็น</title>
		<link>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/09/aaeaeaeeoeoeaec/</link>
		<comments>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/09/aaeaeaeeoeoeaec/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Apr 2008 19:13:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>yuvayong</dc:creator>
		
		<category>ห้องเรื่องเล่าเวทีความคิด</category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/09/aaeaeaeeoeoeaec/</guid>
		<description><![CDATA[กาลครั้งหนึ่งมีเรื่องเล่าว่า
มีชายคน 3 คนกำลังเรียงอิฐเป็นชั้นอยู่  มีคนถามพวกเขาว่ากำลังทำอะไร
ชายคนแรกตอบ ว่าผมกำลังเรียงอิฐอยู่
ส่วนชายคนที่สองตอบว่า ผมกำลังก่อกำแพง
และคนที่สามตอบว่า ผมกำลังสร้างวัดครับ

********************************
หวังว่าถ้ามีใครถามหน่วยงานนำร่องว่าทำอะไร
เราคงไม่เห็นเพียงเป็นแค่กิจกรรม
แต่ควรมองภาพรวมคือ &#8230;
เรากำลังปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพนำสู่ประชาชน
 I AM READY&#8230; 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กาลครั้งหนึ่งมีเรื่องเล่าว่า<br />
มีชายคน 3 คนกำลังเรียงอิฐเป็นชั้นอยู่  มีคนถามพวกเขาว่ากำลังทำอะไร<br />
ชายคนแรกตอบ ว่าผมกำลังเรียงอิฐอยู่<br />
ส่วนชายคนที่สองตอบว่า ผมกำลังก่อกำแพง</p>
<p align="center">และคนที่สามตอบว่า ผมกำลังสร้างวัดครับ</p>
<p align="center">
<p align="center">********************************</p>
<p align="center">หวังว่าถ้ามีใครถามหน่วยงานนำร่องว่าทำอะไร</p>
<p align="center">เราคงไม่เห็นเพียงเป็นแค่กิจกรรม</p>
<p align="center">แต่ควรมองภาพรวมคือ &#8230;</p>
<p align="center">เรากำลังปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพนำสู่ประชาชน</p>
<p align="center"> I AM READY&#8230; </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodpracticemodel.com/gblog/2008/04/09/aaeaeaeeoeoeaec/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
